รีเซต

ผลการค้นหา “ �� �ɺ���� �� rwp341.top �� ��ī���̱�³��Ͽ� �� �������ͳݹ�ī�� �� ���� �ܱ��� ī���� �� ī���뽽�Ըӽ����� �� �������� �� �����������ͼ��� �� �ǸӴ�����” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
URL ลับในเกม Resident Evil Requiem ถูกแฟนคลับ Gabe Newell โฉบเอาโดเมนไปจดทะเบียนซะแล้ว!
อ่าน

URL ลับในเกม Resident Evil Requiem ถูกแฟนคลับ Gabe Newell โฉบเอาโดเมนไปจดทะเบียนซะแล้ว!

ใครจะไปคิดว่าความอยากรู้อยากเห็นของเกมเมอร์จะพาไปเจอเรื่องฮาๆ แบบนี้ เพราะมีผู้เล่นคนหนึ่งค้นพบ URL ลับที่ซ่อนอยู่ในเกม Resident Evil Requiem อย่าง "NEWDAWN-capcom.com" ซึ่งหลายคนอาจจะคาดหวังว่าต้องเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับ Capcom แน่ๆ แต่กลายเป็นว่าโดเมนนี้ถูกมือดีโฉบไปจดทะเบียนเรียบร้อย แถมยังพาเราไปยังหน้าเว็บของแฟนคลับค่าย Valve เจ้าของแพลตฟอร์ม Steam อีกต่างหาก!โดย URL ปริศนานี้ เราจะพบได้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของหน่วย BSAA (Bioterrorism Security Assessment Alliance) ที่ Leon Kennedy ใช้เซฟเกมในช่วงหลังนั่นเอง ถ้าผู้เล่นใช้สโคปซูมภาพกำลังขยายสูงส่องเข้าไปดู ก็จะเห็นที่อยู่เว็บไซต์นี้ปะปนอยู่กับโค้ดมากมายภาพเว็บไซต์ NEWDAWN-capcom.com ขณะที่เขียนอยู่นี้ทว่ากรณีนี้กลับแตกต่างจากเกมอื่นๆ ที่มักจะใส่ URL โยงไปหาเว็บไซต์โปรโมตบริษัทหรือสินค้าของตัวเอง เพราะเมื่อเราลองพิมพ์ "NEWDAWN-capcom.com" ลงบนเว็บเบราว์เซอร์ มันกลับพาเราไปเปิดหน้าเว็บไซต์ของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า "Gabe Follower" ซึ่งเป็นคนที่คอยแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร่วมก่อตั้ง Valve อย่าง Gabe Newell รวมถึงข้อมูลของบริษัทและโปรเจกต์ต่างๆ แทนในอีกมุมหนึ่ง ก็มีแฟนเกมที่พยายามไขปริศนาความหมายของคำว่า "New Dawn" กันอย่างจริงจัง บางคนถึงขั้นไปถอดรหัสจากเนื้อเพลงอิมเมจซองของตัวเกม Resident Evil Requiem อย่างเพลง "Through the Darkness" รวมถึงวิเคราะห์โควตคำพูดจากเกม Resident Evil 4 Remake และ Resident Evil 5 ขณะที่บางส่วนก็เชื่อว่า "New Dawn" น่าจะเป็นแค่ชื่อชั่วคราวที่ใช้เรียกกันในระหว่างการพัฒนาเกมภาคนี้Among the gibberish words on the BSAA's computer in RE9, there's a domain called “NEWDAWN-capcom . com” i tried searching it, but nothing came up. The only relation to “NEWDAWN” i could think of are “Through the Darkness” lyrics Wesker's quotes in RE4R/RE5. #REBHFun pic.twitter.com/SRdn9rKZZn— Resident Leo. (@RacconSurvivor) March 9, 2026 ความบังเอิญที่น่าสนใจคือ ตัวย่อ "ND" ซึ่งอาจจะย่อมาจาก New Dawn นั้น ไปปรากฏอยู่บนป้ายทะเบียนรถ Porsche Cayenne Turbo GT ของลีออนด้วย โดยป้ายทะเบียนท้ายรถที่เขียนว่า "ND=9642" เคยโผล่มาให้เห็นแล้วในตัวอย่าง Resident Evil Requiem – 3rd Trailer ซึ่งถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง ตัวเลขป้ายทะเบียนทั้งหมดก็คือการบ่งบอกว่า Resident Evil Requiem หรือ "New Dawn" นี้ คือจุดสูงสุดของบทบาทลีออนในแฟรนไชส์ โดยมีตัวเลข 9, 6, 4 และ 2 เป็นการอ้างอิงถึงตัวเกมภาคหลักทั้งหมดที่เขาเคยปรากฏตัวนั่นเองป้ายทะเบียนรถ ND=9642อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น แต่ที่แน่ๆ คราวนี้ถือว่าโชคดีที่ URL ลับในเกมไม่ได้นำไปสู่เว็บไซต์อันตราย ไม่อย่างนั้นบรรดาผู้เล่นที่เกิดอยากรู้อยากเห็นอาจจะงานเข้าได้หากผู้ไม่หวังดีเอาไปใช้ในทางที่ผิดเช่นเผยแพร่มัลแวร์ต่าง ๆ!แปลและเรียบเรียงจากAutomaton Media

Stablecoin เสี่ยงสูง! Resolv ถูกแฮกประจานระบบ ควบคุมห่วยจนโจรเข้าถึงหัวใจหลัก
อ่าน

Stablecoin เสี่ยงสูง! Resolv ถูกแฮกประจานระบบ ควบคุมห่วยจนโจรเข้าถึงหัวใจหลัก

#Stablecoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า การโจมตีอาศัยช่องโหว่ในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) สำหรับการสร้างเหรียญ (Minting) ของ USR ซึ่งเป็น Stablecoin ของ Resolv เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยการสร้างโทเค็นที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันจำนวนประมาณ 80 ล้านเหรียญ และดึงเงินออกไปได้ราว 25 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานจากบริษัทรักษาความปลอดภัยบล็อกเชนหลายแห่งการโจมตีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 02:21 น. ตามเวลา UTC โดยบัญชี X ชื่อ YieldsAndMore เป็นรายแรกที่แจ้งเหตุการณ์นี้ พร้อมโพสต์ข้อมูลธุรกรรมจาก Etherscan ที่แสดงให้เห็นว่าผู้โจมตีฝากเงินเพียง 100,000 USDC เข้าไปในสัญญา USR Counter ของ Resolv แต่กลับได้รับเหรียญ USR ออกมาถึง 50 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าจำนวนที่ควรจะเป็นถึง 500 เท่า และในธุรกรรมที่สองได้มีการสร้าง USR เพิ่มอีก 30 ล้านเหรียญUSR คือ Stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์ โดยใช้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงแบบ Delta-neutral ที่หนุนหลังด้วย ETH และ BTC แทนที่จะเป็นทุนสำรองเงินตราปกติ (Fiat) หลังจากการสร้างเหรียญครั้งแรกเพียง 17 นาที ราคาของโทเค็นได้ดิ่งลงเหลือเพียง 0.025 ดอลลาร์ในพูลที่มีสภาพคล่องสูงสุดบน Curve Finance ตามข้อมูลจาก DEX Screener ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ประมาณ 0.85 ดอลลาร์ แต่ยังไม่สามารถกลับมาตรึงมูลค่าที่ 1 ดอลลาร์ได้ ณ เช้าวันอาทิตย์ผู้โจมตีซึ่งใช้ที่อยู่กระเป๋าเงินขึ้นต้นด้วย 0x04A2 ได้นำ USR ที่สร้างขึ้นไปแลกเป็น USDC และ USDT ผ่านกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็น ETH ปัจจุบันกระเป๋าเงินของผู้โจมตีถือครอง 11,409 ETH มูลค่าประมาณ 23.7 ล้านดอลลาร์ ณ เวลาที่เผยแพร่ข่าว นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าเงินอีกใบที่ระบุว่าเป็นของผู้โจมตีถือครองโทเค็น wstUSR มูลค่าประมาณ 1.1 ล้านดอลลาร์ในการแถลงผ่าน X ทาง Resolv Labs ระบุว่าได้ระงับฟังก์ชันทั้งหมดของโปรโตคอลแล้ว และยืนยันว่าพูลสินทรัพย์ค้ำประกัน "ยังคงอยู่ครบถ้วน" โดยไม่มี "สินทรัพย์พื้นฐาน" สูญหาย ทีมงานระบุว่าปัญหานี้ "จำกัดอยู่เพียงแค่กลไกการออกเหรียญ USR เท่านั้น"นักวิเคราะห์ชี้เป้า: ระบบควบคุมการเข้าถึงอ่อนแอAndrew Hong นักวิเคราะห์ Onchain ระบุว่าการละเมิดครั้งนี้เกิดจากบทบาท SERVICE_ROLE ของโปรโตคอล ซึ่งเป็นบัญชีสิทธิพิเศษที่ทำหน้าที่จัดการคำขอแลกเปลี่ยน บทบาทดังกล่าวถูกควบคุมโดยบัญชีภายนอกทั่วไป (EOA) แทนที่จะเป็นระบบที่ต้องมีการลงนามร่วมจากหลายฝ่าย (Multisig) นอกจากนี้ สัญญาการสร้างเหรียญยังขาดการตรวจสอบจาก Oracle, ขาดการตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงิน และไม่มีการจำกัดเพดานการสร้างเหรียญสูงสุดกองทุน DeFi อย่าง D2 Finance วิเคราะห์ความเป็นไปได้ไว้ 3 ทางคือ: Oracle ถูกแทรกแซง, ผู้ลงนามนอกเครือข่ายถูกแฮก หรือระบบตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนเงินระหว่างคำขอกับการทำรายการสูญหายไป ซึ่ง YieldsAndMore เห็นพ้องกับการวิเคราะห์นี้ และตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทการบริหารจัดการนั้นขาดมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับขนาดของโปรโตคอลอย่าง Resolv"นี่คือจุดที่ความเสี่ยงของ Stablecoin กลายเป็นเรื่องจริง" Deddy Lavid ซีอีโอของ Cyvers บริษัทรักษาความปลอดภัย Onchain กล่าวกับ The Block "การตรวจสอบ (Audit) เพียงอย่างเดียวไม่พอ หากคุณไม่ได้ตรวจสอบการสร้างเหรียญและอุปทานแบบเรียลไทม์ คุณก็เหมือนคนตาบอดในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด"ผู้ถือ USR เผชิญความสูญเสียหนักแม้คำกล่าวของ Resolv ที่ว่าพูลสินทรัพย์ค้ำประกันยังอยู่ครบถ้วนจะถูกต้องในทางเทคนิค แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าที่ระบุ นักวิเคราะห์ Onchain ชี้ว่าการโจมตีครั้งนี้มาในรูปแบบของ "เงินเฟ้อในระบบอุปทาน" (Supply inflation) แทนที่จะเป็นการขโมยสินทรัพย์ค้ำประกันโดยตรง โทเค็นใหม่ 80 ล้านเหรียญได้เข้าไปเจือจางอุปทานเดิม และการเทขายของผู้โจมตีได้ทำลายสภาพคล่องในพูลจนหมดสิ้น ใครก็ตามที่ถือ USR ในเวลานั้นต้องเผชิญกับผลขาดทุนทันทีการหลุดมูลค่า (Depeg) ยังลามไปถึงตลาดกู้ยืม DeFi โดย USR และโทเค็นอนุพันธ์ wstUSR ถูกใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกันบนแพลตฟอร์มอย่าง Morpho และ Gauntlet เทรดเดอร์ที่ฉวยโอกาสอาจซื้อ USR ในราคาตลาดที่ลดต่ำลง และนำไปกู้ USDC ออกมาโดยอิงจากมูลค่าที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า (Hardcoded) ที่ 1 ดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้สภาพคล่องของ Stablecoin ในห้องเก็บสินทรัพย์เหล่านั้นถูกสูบออกไปความเสียหายยังอาจลามไปถึงส่วนที่รับความเสี่ยงสูง (Junior Tranche) ของ Resolv ด้วย โดย YieldsAndMore ระบุว่า Resolv Liquidity Pool (RLP) ซึ่งทำหน้าที่เป็นชั้นประกันเพื่อรองรับผลขาดทุนแทนผู้ถือ USR มีมูลค่าหมุนเวียนประมาณ 38.6 ล้านดอลลาร์ก่อนเหตุการณ์ โดยผู้ถือครอง RLP รายใหญ่ที่สุดคือ Stream Finance ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่เคยเปิดเผยผลขาดทุน 93 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน 2025 จากการยักยอกสินทรัพย์ของผู้จัดการกองทุนภายนอก ปัจจุบัน Stream ถือครอง RLP บน Morpho มูลค่าราว 17 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าผู้ฝากเงินของพวกเขาอาจต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งบทเรียนจากปี 2026: สถิติการแฮก DeFi ยังพุ่งไม่หยุดเหตุการณ์ของ Resolv เป็นคดีล่าสุดในระลอกการโจมตีคริปโตช่วงต้นปี 2026 โดยในเดือนมกราคม Truebit สูญเสีย 26.6 ล้านดอลลาร์ และ Makina Finance สูญเสียราว 5 ล้านดอลลาร์ รายงานจาก Immunefi เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า ค่าเฉลี่ยความเสียหายจากการแฮกคริปโตในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ต่อครั้งจังหวะเวลาของเหตุการณ์นี้ยังน่าสนใจในแง่ของนโยบาย เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ กำลังถกเถียงกันถึงวิธีการกำกับดูแล Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทนภายใต้กฎหมาย GENIUS Act โดยสมาคมธนาคารอเมริกันได้เตือนว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจดึงเงินฝากออกจากธนาคารดั้งเดิม ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาคนสำคัญเพิ่งบรรลุ "ข้อตกลงในหลักการ" เกี่ยวกับการจัดการผลตอบแทนของ Stablecoin เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่มา https://www.theblock.co/post/394582/resolvs-usr-stablecoin-depegs-after-attacker-mints-80-million-unbacked-tokens-extracts-roughly-25-million

เช็กก่อนช้อป! 20 หุ้นจ่อ XD พรุ่งนี้
อ่าน

เช็กก่อนช้อป! 20 หุ้นจ่อ XD พรุ่งนี้

#ทันหุ้น - 20 หุ้นจ่อขึ้น XD พรุ่งนี้ (17 มี.ค.) นักลงทุนควรพิจารณาราคาหุ้นให้รอบคอบ แม้หลายบริษัทจ่ายปันผลน่าสนใจ นำโดย BH ปันผลรวม 9 บาท รวมปันผลพิเศษ แต่ราคาหุ้นอาจปรับลงตามกลไกหลังขึ้น XD ศึกษาข้อมูลและจังหวะลงทุนก่อนตัดสินใจADD XD หุ้นละ 0.09 บาทBH XD หุ้นละ 3.00 บาท หุ้นละ 6.00 บาท (ปันผลพิเศษ)BH-P XD หุ้นละ 3.00 บาท หุ้นละ 6.00 บาท (ปันผลพิเศษ)BIG XD หุ้นละ 0.01 บาทHPF XD หุ้นละ 0.133 บาทLALIN XD หุ้นละ 0.16 บาทMBK XD หุ้นละ 0.60 บาทMII XD หุ้นละ 0.15 บาทMNIT XD หุ้นละ 0.0330 บาทMNIT2 XD หุ้นละ 0.09 บาทMNRF XD หุ้นละ 0.03 บาทM-STOR XD หุ้นละ 0.110 บาทNVDA03 XD เบื้องต้นหน่วยละ 0.00017 บาทPYLON XD หุ้นละ 0.24 บาทSIRI XD หุ้นละ 0.08 บาทSONIC XD หุ้นละ 0.06 บาทTAIWANAI13 XD เบื้องต้นหน่วยละ 0.049435 บาทTAIWANHD13 XD เบื้องต้นหน่วยละ 0.375706 บาทTQR XD หุ้นละ 0.225 บาทWARRIX XD หุ้นละ 0.0563 บาทที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้อมูล ณ 16 มี.ค. 2569)“เช็กวัน XD ก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อไม่พลาดสิทธิรับเงินปันผล”

รีวิว The Face Men Thailand Season 4 EP.1 : ศึกแห่งศักดิ์ศรีและการคัดเลือกสุดโหด เริ่มต้นขึ้นแล้ว
อ่าน

รีวิว The Face Men Thailand Season 4 EP.1 : ศึกแห่งศักดิ์ศรีและการคัดเลือกสุดโหด เริ่มต้นขึ้นแล้ว

"รีวิว The Face Men Thailand Season 4 EP.1" เปิดประเดิม EP.แรก ก็ร้อนแรงยิ่งกว่าอากาศเมืองไทยไปซะแล้ว สำหรับรายการระดับตำนานการค้นหานายแบบและนักแสดงตัวจริงเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าวงการบันเทิงไทย และเป็นรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งที่ร้อนแรงทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ล่าสุดเปิด EP.แรกก็แซ่บเวอร์ การันตีความสนุกโดย "เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก" รองประธานกรรมการบริหาร ด้านงานสร้างสรรค์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รีวิว The Face Men Thailand Season 4 EP.1 ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 3HD ใน EP.แรก รายการได้คัดหนุ่ม ๆ จาก 2,000 คน เหลือเพียงแค่ 44 คนสุดท้าย แบ่งออกเป็น 3 ทีม ทีมแรกเมนเทอร์สุดหล่อออร่ากระจาย "มาย ภาคภูมิ ร่มไทรทอง" ทีมที่ 2 เมนเทอร์สุดหล่อสายแฟชั่นอย่าง "ออฟ จุมพล อดุลกิตติพร" และปิดท้ายด้วยทีมที่ 3 เมนเทอร์แชมป์เก่าของรายการตัวมัมตัวแม่อย่าง "แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ที่แท็กทีมมากับเมนเทอร์ตัวพ่อของวงการบันเทิง "อนันดา เอเวอริงแฮม" แค่เพียงเปิดตัวเมนเทอร์ก็ฮอตฉ่าสนั่นจอเลยทีเดียว งานนี้ทั้ง 4 เมนเทอร์ จาก 3 ทีม ต้องฟาดฟันฟันแย่งชิงผู้เข้าประกวดมาเป็นทีมของตัวเอง ตามแบบฉบับ "The Face Men Thailand" โดยจะคัดเหลือเพียง 12 คน แบ่งออกเป็นทีมละ 4 คน ซึ่งบรรยากาศการคัดเลือกเต็มไปด้วยความร้อนแรง ความสนุก รวมถึงดรามาก็เสิร์ฟจัดหนัก เพราะเพียงแค่บางคนเปิดตัวออกมาก็ได้เจอกับคำว่า "เสียใจด้วยครับ คุณไม่ใช่ The Face" บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา บางคนช็อกชนิดที่ตั้งสติไม่ทัน หรือบางคนก็ต้องรีบหันหลังกลับบ้านกันเลยทีเดียว และหลังจากการคัดเลือกสุดโหดในครั้งนี้ก็สามารถแบ่งลูกทีมออกเป็นดังนี้ ทีมเมนเทอร์ "ออฟ จุมพล" ได้แก่ โบนัส ณัฏฐภาส วงศ์วราวิภัทร์ ฟ็อก ปรเมษฐ์ มั่นยืน MEW TRAVIS ANYE NENG โรม ศิวพงศ์ พันธุมจินดา ปอม กมลภพ แก้วเดียว ทีมเมนเทอร์ "มาย ภาคภูมิ" ได้แก่ กลัฟ ธนพงศ์ ประภาศิริสุลี JACOB FERRAIOLI LEO-LEE HEESUNG ภีม ณัฐภัทร ประภานนท์ แมนยู สิทธิรักษ์ แก้วนิยม ทีมเมนเทอร์ "แพนเค้ก เขมนิจ" และ "อนันดา เอเวอร์ริงแฮม" ได้แก่ โดนัท มนต์นัทธ์ อันชนะโสภิณ คิมหันต์ รณกร คำชู LINCOLN BUI พีพี พัฒนพงศ์ พัฒนกพันธุ์ วิกรม ปัจจุบันน์ ปัญจมาพิรมย์ สัปดาห์แรกก็สนุกจัดขนาดนี้ อย่าลืมติดตามรายการ "The Face Men Thailand Season 4" ออกอากาศทุกวันเสาร์ ทางช่อง 3HD กด33 ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ : Facebook : The Face Thailandm Instagram : @thefacethailand X (Twitter) : @TheFaceThailand TikTok : @theface_thailand อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : The Face Men Thailand Season 4 เปิดสังเวียนแห่งศักดิ์ศรี!"เต้ ปิยะรัฐ" ลั่นศึกนี้ไม่ธรรมดา เริ่มตอนแรก 7 มีนาคมนี้! เปิดตัวแล้ว! "ออฟ-มาย" นั่งเก้าอี้เมนเทอร์ "The Face Men Thailand Season 4" ส่องสกิล! แพนเค้ก-ออฟ-มาย 3 เมนเทอร์ The Face Men Thailand Season 4

Tales Runner : Dream Journey by HOF ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีการถอนการติดตั้งตัวเกม และพบว่าข้อมูลอื่น ๆ ในเครื่องสูญหาย
อ่าน

Tales Runner : Dream Journey by HOF ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีการถอนการติดตั้งตัวเกม และพบว่าข้อมูลอื่น ๆ ในเครื่องสูญหาย

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์หลังการดาวน์โหลดไฟล์ล่วงหน้า (Pre-Download) และผู้เล่นบางท่านพบปัญหา Uninstall เกมแล้วข้อมูลในเครื่องสูญหาย ในคราวนี้ทาง Tales Runner : Dream Journey by HOF ได้ออกออกแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีการถอนการติดตั้งตัวเกม และพบว่าข้อมูลอื่น ๆ ในเครื่องสูญหายแล้วโดยทางบริษัท ขอเรียนชี้แจงกรณีปัญหาจากตัวติดตั้งเกม (InStaller) ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Rhaon ผู้พัฒนาจากเกาหลี และขออภัยอย่างจริงใจต่อผู้เล่นทุกท่านที่ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ปัญหาเกิดขึ้นในกรณีที่ผู็ติดตั้งตั้งใช้งานแบบ Custom Path โดยไม่สร้างโฟลเดอร์เฉพาะสำหรับตัวเกม ซึ่งเมื่อถอนการติดตั้ง ระบบจะลบข้อมูลทั้งหมดภายในโฟลเดอร์ที่ใช้ติดตั้งส่งผลให้ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกันถูกลบออกไปด้วยตัวอย่างการติดตั้งกรณี A: ติดตั้งแบบ Custom Path เช่น เลือกติดตั้งที่ C: หรือ D: โดยไม่ได้สร้างโฟลเดอร์เกมโดยเฉพาะ เมื่อถอนการติดตั้ง อาจส่งผลให้ไฟล์อื่น ๆ ภายในโฟลเดอร์ดังกล่าวถูกลบออกไปด้วยกรณี B: ติดตั้งโดยสร้างโพลเดอร์ใหม่สำหรับเกม เช่น C:/TalesRunner หรือติดตั้งตามขั้นตอนปกจิโดยไม่ปรับเปลี่ยนเส้นทางวางไฟล์เกมการถอนการติดตั้งจะไม่กระทบต่อข้อมูลอื่นนอกจากไฟล์เกมบริษัท ขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอย้ำอีกครั้งว่า ทางเราและผู้พัฒนาจะดำเนินการอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของข้อมูลผู้เล่นเราตระหนักดีว่าความไว้วางใจของผู้เล่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้ไปปรับปรุงการบวนการทำงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกประกาศวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563บริษัท The Hall of Fameอ้างอิงข้อมูลจากhttps://www.facebook.com/thehof.talesrunner

BBIK พุ่ง 11.54% แตะ 17.40 บาท +1.80 บาท บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 28 บาท
อ่าน

BBIK พุ่ง 11.54% แตะ 17.40 บาท +1.80 บาท บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 28 บาท

#ทันหุ้น #2026 #SET #BBIK พุ่ง 11.54% แตะ 17.40 บาท +1.80 บาท บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 28 บาทบล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ : บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คาดกำไรไตรมาส 4/2568F อยู่ที่ 117 ล้านบาท โดดเด่นและเป็นจุดสูงสุดของปี ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่งผลให้กำไรทั้งปี 2568F สูงกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20% YoY จากงานที่เกี่ยวข้องกับ AI, Virtual Bank และ Cloud First Policy รวมทั้งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทคาดว่าจะมีดีล MA ใหม่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569F ซึ่งหากเป็นไปตามแผน จะช่วยให้รายได้เติบโตได้มากกว่า 20% ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงเป็นโอกาสการลงทุนระยะยาว ขณะที่ P/E ปัจจุบันอยู่เพียง 8 เท่าคาดกำไรไตรมาส 4/2568F ของ BBIK อยู่ที่ 117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% QoQ และเพิ่มขึ้น 14% YoY โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น QoQ ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในไตรมาสก่อน ซึ่งมี GPM ต่ำตามสัดส่วนการรับรู้กำไรจาก Sauce Skills ที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโต YoY มาจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยคาดรายได้รวมอยู่ที่ 457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% QoQ และ 12% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี โดยได้รับแรงหนุนจาก Backlog ณ สิ้นไตรมาส 3 จำนวน 332 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงานใหม่ที่สามารถรับรู้รายได้ทันทีภายในไตรมาสรวมถึงการเร่งส่งมอบงานในช่วงปลายปี สัดส่วนรายได้หลักมาจากธุรกิจ DX, ERP และ CRM จากกลุ่มลูกค้าเทคโนโลยีและการสื่อสาร กลุ่มภาครัฐ และเริ่มรับรู้รายได้จาก Virtual Bank ขณะที่รายได้จาก Corporate Training ภายใต้ Sauce Skills คาดว่าจะทรงตัว QoQ โดยจากสัดส่วนรายได้ Sauce Skills ที่ลดลง ส่งผลให้คาดว่า GPM จะเพิ่มขึ้น QoQ มาอยู่ที่ 52% นอกจากนี้คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากออร์บิทจะเพิ่มขึ้น QoQ ตามความคืบหน้าการส่งมอบงานปลายปี แต่ลดลง YoY จากฐานที่สูงในปีก่อน ส่งผลให้คาดกำไรทั้งปี 2568F อยู่ที่ 331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY และทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ที่ดีกว่าคาดBacklog ณ สิ้นไตรมาส 4 คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 827 ล้านบาท ไม่รวมบริษัทร่วม ขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20% YoY จากโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI, Virtual Bank และ Cloud First Policy โดยคาดว่ารายได้จาก Virtual Bank จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามแผนการ Implement ของลูกค้า สัดส่วนลูกค้าภาครัฐจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็น 15% รวมถึงงานโครงการ DX, ERP และ CRM ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป้าหมายรายได้ดังกล่าวยังไม่รวมดีล MA ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงครึ่งแรกของปี 2569F และหากเป็นไปตามแผนจะช่วยผลักดันรายได้เติบโตมากกว่า 20% YoY โดยคาดว่าอัตรากำไรในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นตามการใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่อยู่ในระดับต่ำจากสิทธิประโยชน์ BOI อย่างต่อเนื่องยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นการลดลงมากเกินไปและไม่สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งและเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกปี โดยบริษัทมีรอบการเติบโตใหม่จาก Virtual Bank และ AI ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกำไร รวมถึงมี Upside จากดีล MA ใหม่ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย ความล่าช้าของโครงการ Virtual Bank จากลูกค้า ความล่าช้าในการลงทุนของภาครัฐและเอกชน การขาดแคลนบุคลากรซึ่งอาจทำให้อัตราการใช้ทรัพยากรต่ำกว่าคาด ความเสี่ยงจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่าน MA ที่อาจให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน และความเสี่ยงที่กำไรอาจไม่โดดเด่นในไตรมาส 3/2568F

WHAUP ขยายฐานลูกค้านอกนิคมฯ  ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาโรงงาน
อ่าน

WHAUP ขยายฐานลูกค้านอกนิคมฯ  ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาโรงงาน

#ทันหุ้น #2026 #SET #WHAUP ขยายฐานลูกค้านอกนิคมฯ ติดตั้งโซลาร์บนหลังคาโรงงานWHAUP ตอกย้ำการเป็นผู้นำโซลูชันพลังงานหมุนเวียน จับมือ รีเอ็กซ์ โปรดักส์ ติดตั้ง Solar หนุนสู่ Green Factoryบมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ บริษัท รีเอ็กซ์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องสำอางและรับสร้างแบรนด์เครื่องสำอางแบบครบวงจร ภายใต้โรงงานระดับ Top 5 ระดับประเทศ ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 1 MWp ที่สาขานนทบุรีและระยอง รวมพื้นที่กว่า 6,000 ตารางเมตร คาดติดตั้งแล้วเสร็จ และ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ ภายใน ส.ค. 2569 ตอบโจทย์ช่วยลดปริมาณการปล่อยคาร์บอน ตามเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่า การลงนามสัญญาครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ WHAUP ในการให้บริการโซลูชันพลังงานหมุนเวียน แก่ลูกค้าทั้งในและนอกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมโครงการดังกล่าวเป็นการติดตั้ง Solar Rooftop ขนาดกำลังการผลิตรวม 1 MWp บนพื้นที่หลังคาโรงงาน สาขานนทบุรี 3,000 ตารางเมตร และสาขาระยอง 3,000 ตารางเมตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว“การลงนามความร่วมมือกับ บริษัท รีเอ็กซ์ โปรดักส์ จำกัด ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของ WHAUP ในฐานะผู้นำด้านการบริหารจัดการพลังงานครบวงจร ที่พร้อมส่งมอบโซลูชันพลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานระดับสากล การติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 1 MWp ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานให้ลูกค้าเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในภาคธุรกิจ สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ และเป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างเป็นรูปธรรม”รีเอ็กซ์ โปรดักส์ เดินหน้าสู่ Green Factory เต็มรูปแบบด้านนายโชติ จริงจัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีเอ็กซ์ โปรดักส์ จำกัด เปิดเผยว่า ในฐานะผู้นำธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องสำอาง และ รับสร้างแบรนด์เครื่องสำอางแบบครบวงจรที่ได้รับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล ภายใต้โรงงานมาตรฐานระดับ TOP 5 ของประเทศไทย ที่มีประสบการณ์กว่า 46 ปี ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสูตร (RD) การผลิต และการบรรจุในระบบปลอดเชื้อ (Clean Room) ตามมาตรฐาน GMP พร้อมให้คำปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์และการตลาดแก่ลูกค้าอย่างครบวงจรบริษัทฯ มุ่งเน้นให้เป็นองค์กรสีเขียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้พลังงานสะอาด ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เนื่องจากบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงงานซึ่งต้องใช้พลังงานสูงเพื่อการผลิต ดังนั้น บริษัทฯ จึงตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลให้ต้องมีการเดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งที่สาขาจังหวัดนนทบุรี และจังหวัดระยอง เพื่อวางแผนในการลดต้นทุนด้านพลังงาน รวมถึงลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมลดต้นทุนพลังงานกว่า 1.9 ล้านบาทต่อปี ลดคาร์บอนกว่า 15,400 ตันใน 30 ปี สำหรับ 2 สาขาความร่วมมือในการลงนามกับ WHAUP ในครั้งนี้ สามารถตอบโจทย์การลดต้นทุนด้านพลังงาน ของบริษัทฯ โดยสาขานนทบุรี สามารถลดการใช้พลังงานได้กว่า 950,000 บาทต่อปี ขณะเดียวกันยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้เฉลี่ยถึง 280 ตันต่อปี หรือกว่า 8,500 ตัน ใน 30 ปีขณะที่ สาขาระยอง สามารถลดต้นทุนพลังงานได้กว่า 970,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 230 ตันต่อปี หรือกว่า 6,900 ตัน ใน 30 ปี ซึ่งการลดต้นทุนด้านพลังงานดังกล่าวเป็นการสอดรับตามเจตนารมณ์รักษ์โลก ลดโลกร้อน และลดภาวะเรือนกระจก อย่างเป็นรูปธรรมของ บริษัทฯ ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจอย่างยั่งยืน“การติดตั้ง Solar Rooftop ของ “รีเอ็กซ์ โปรดักส์” ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานรวมทั้ง 2 สาขา กว่า 1.9 ล้านบาทต่อปี แต่ยังลดการปล่อยคาร์บอนรวมกว่า 15,400 ตันใน 30 ปี ตอกย้ำเจตนารมณ์รักษ์โลกและสร้างอนาคตที่ยั่งยืน”ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทของ WHAUP ในฐานะผู้นำด้านการบริหารจัดการพลังงานครบวงจรเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ WHA Group ในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการผสานโซลูชันพลังงานสะอาด นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ “WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND ”

BGRIMถึงเวลาเร่งสปีดโตไฟฟ้า-ดาต้าฉลุยจับตา IPP
อ่าน

BGRIMถึงเวลาเร่งสปีดโตไฟฟ้า-ดาต้าฉลุยจับตา IPP

#BGRIM #ทันหุ้น - BGRIM เข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ ฝีมือพลังงานหมุนเวียนดันชัด 2569-2570 ขณะที่ดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นตัวเร่งกำไรระยะยาว จับตาอัพไซด์โครงการ IPP ก๊าซขนาดใหญ่ในมาเลเซีย กำไรหลักมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยระดับสองหลักต่อปีในช่วง 5 ปีข้างหน้า หนุนการ Re-rate มูลค่าหุ้นในระยะถัดไป วางเป้า 20 บาท บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุ ผลการดำเนินงานของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เข้าสู่รอบฟื้นตัวในปี 2569 หนุนจากการทยอยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่ม Hyperscaler ในพื้นที่ EEC เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้คาดว่ากำไรหลักของบริษัทจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยต่อปีระดับ “สองหลัก” ต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า ดังนั้นการปรับตัวลงแรงของราคาหุ้น BGRIM ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดจากความกังวลของตลาดต่อราคาก๊าซ LNG อ้างอิง JKM ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้าง Gas Pool ของ ปตท. ที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม ซึ่งถูกมองว่าจะกดดันอัตรากำไรของโรงไฟฟ้า SPP ในปี 2569 และนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไร อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าความกังวลดังกล่าว “เกินจริง” เนื่องจากการปรับขึ้นของราคา LNG รอบล่าสุดเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล จากสภาพอากาศหนาวในยุโรป ขณะที่ ปตท. ได้เพิ่มสัดส่วนการจัดหา LNG ภายใต้สัญญาระยะยาวจาก 5.2 ล้านตันต่อปี เป็น 6.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยจำกัดความผันผวนของต้นทุนก๊าซในระบบ Gas Pool ของไทย ทำให้ผลกระทบจากราคาตลาดจร (Spot LNG) ต่อโครงสร้างต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับในอดีต@พลังงานหมุนเวียนหนุน ขณะเดียวกัน ในช่วงปี 2569–2570 การเติบโตของกำไร BGRIM จะได้รับแรงหนุนหลักจากโครงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 กำลังผลิต 365 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถจำหน่ายไฟฟ้าผ่านตลาด Korea Power Exchange (KPX) ได้ก่อนวันที่โครงการเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) เต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2569 นอกจากนี้ ปี 2569 บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วในปี 2568 อาทิ โครงการโซลาร์อู่ตะเภา เฟส 1 ขนาด 18 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์ ARECO ขนาด 65 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการที่ COD ในปี 2569 เช่น โครงการลม Houng Hoa 1 ขนาด 48 เมกะวัตต์ และโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคเอกชนรวมราว 145 เมกะวัตต์ จะเริ่มรับรู้รายได้บางส่วน รวมถึงการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสหรัฐฯ กำลังผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ หลังเข้าถือหุ้น 25% ในไตรมาส 1/2569ดาต้าเซ็นเตอร์เร่งกำไร สำหรับระยะยาวกำไรของ BGRIM จะได้รับแรงขับเคลื่อนจากดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยโครงการร่วมทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 96 เมกะวัตต์ กับ Digital Edge จะเริ่มดำเนินการในปี 2570 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าจองเต็มแล้ว แม้โครงการจะขาดทุนเล็กน้อยในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น คาดว่าจะเริ่มสร้างกำไรในปี 2571 นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเห็นการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพิ่มเติม ลักษณะเดียวกับดีลล่าสุดขนาด 100 เมกะวัตต์กับ NTT Global เนื่องจากกำลังการผลิตของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ถูกจองเกือบเต็มโดยกลุ่ม Hyperscaler แล้ว ทำให้ดีมานด์ใหม่จำเป็นต้องพึ่งพา Private PPA กับโรงไฟฟ้า SPP โดยตรง ขณะเดียวกัน ยังมี Upside จากแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ IPP ขนาด 1.5 กิกะวัตต์ ในมาเลเซีย เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ ภายใต้บริษัทร่วมทุนใหม่กับ KAB ซึ่งมีที่ดินกว่า 34.5 เฮกตาร์ พร้อมโครงข่ายส่งไฟฟ้าแรงสูง 275kV และท่อส่งก๊าซรองรับแล้วโค้งท้ายกำไรพุ่ง ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าไตรมาส 4/2568 BGRIM จะมีกำไรสุทธิปรับปรุง (Normalized NPAT) ราว 362 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากส่วนต่างราคาก๊าซและค่าไฟ (Spark Spread) ที่กว้างขึ้น หลังต้นทุนก๊าซลดลง 10% YoY ขณะที่ค่าไฟฟ้าปรับลดลงเพียง 6% YoY อย่างไรก็ตาม กำไรอาจลดลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้า จากปัจจัยฤดูกาลและค่าใช้จ่าย SGA ที่สูงขึ้น               สำหรับไตรมาส 1/2569 คาดว่ากำไรหลักจะอยู่ที่ประมาณ 479 ล้านบาท ลดลง 36% YoY จากฐานสูงที่มีรายได้พิเศษในปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 32% QoQ ตามปัจจัยฤดูกาล จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 20 บาท

SAMARTปี69ผลงานนิวไฮน์ เดินเกมM&Aต่อยอดอัพแกร่ง
อ่าน

SAMARTปี69ผลงานนิวไฮน์ เดินเกมM&Aต่อยอดอัพแกร่ง

#SAMART#ทันหุ้น - SAMART ซุ่มดีล MA-JV ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เสริมแกร่งต่อยอดเพิ่ม คาดชัดเจนบางส่วน Q1/2569  พร้อมปักเป้าปีนี้รายได้นิวไฮน์ งานเรียงคิวบุ๊กเพียบ หนุนพอร์ตลูกค้าขยายตัว พร้อมสบช่องประมูลโครงการใหม่ราว 3 หมื่นล้านบาท หวังอัพ Backlog เพิ่มทะลุ 2 หมื่นล้านบาทในสิ้นปีนี้ นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาเพื่อเข้าควบรวม (MA) และเข้าร่วมลงทุน (JV) ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องบริษัท เพื่อเป็นการต่อยอดฐานธุรกิจเพิ่มเติมและเสริมความแข็งแกร่งในอนาคตเล็งMAต่อยอด ทั้งนี้ ในส่วนของการ MA นั้นคาดน่าจะใช้เงินลงทุนตั้งแต่ 100-1,000 ล้านบาท ส่วนในรูปแบบการ JV คงใช้ตัวเลขการลงทุนไม่มากนัก เพราะอาจจะเป็นการร่วมทุนเฉพาะโปรเจ็กส์ คาดน่าจะได้เห็นความชัดเจนราว 1-2 ดีลในช่วงไตรมาส 1/2569 ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog หรือ “แบ็กล็อก”)อยู่ที่ประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มงานสาธารณูปโภคและการขนส่งราว 8.71 พันล้านบาท, กลุ่มโซลูชั่นไอซีทีดิจิทัลอยู่ที่ 6.52 พันล้านบาท และที่เหลือมาจากกลุ่มอื่นๆ โดยเบื้องต้นน่าจะรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้าลั่นปีนี้งบนิวไฮน์ อย่างไรก็ดี ในปี 2569 บริษัทต้้งเป้าหมายรายได้ไว้ราว 1.4 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 และกำไรเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน และถือเป็นตัวเลขงบรวมทั้งรายได้และกำไรมีโอกาสที่ดีสุดในช่วง 10 ปี เนื่องจากธุรกิจมีงานในมือที่รอรับรู้ค่อนข้างมาก ประกอบกับมีโอกาสได้รับโครงการใหม่ๆ เข้ามาในปีนี้เพิ่มเติม ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีแบ็กล็อกอยู่ที่ประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มงานสาธารณูปโภคและการขนส่งราว 8.71 พันล้านบาท, กลุ่มโซลูชั่นไอซีทีดิจิทัลอยู่ที่ 6.52 พันล้านบาท และที่เหลือมาจากกลุ่มอื่นๆ (คาดน่าจะรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปอีก 3 ปีข้างหน้า)เล็งสอยงานเพิ่ม3หมื่นล.               ในปี 2569 บริษัทมีแผนเข้าประมูลโครงการใหม่ในกลุ่มต่างๆ จากทั้งโครงการภาครัฐและเอกชน คิดเป็นมูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจหวังได้รับการคัดเลือกจากเจ้าของโครงการให้ได้มากที่สุด เพื้ เสริมรายรับในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนผลักดัน Backlog ขยับไปขึ้นอยู่ที่เกินกว่า 2 หมื่นล้านบาทในสิ้นปีนี้                อย่างไรก็ดี ในปี 2569 กลุ่มบริษัทสามารถกำหนดให้เป็น “ปีแห่งการปลดล็อก พร้อมเติบโตไร้ขีดจำกัด” หรือ Unlock Unlimited Opportunities ด้วยการมองให้ไกล และใหญ่กว่าเดิม โดยมุ่งขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 แกนกลยุทธ์หลัก เพื่อช่วยผลักดันกลุ่มสามารถให้ก้าวสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่พร้อม เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดในทุกโอกาส แกนกลยุทธ์แรกคือ Unlimited Solutions สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มในฐานะผู้ ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานใต้ดิน บนดิน ไปจนถึงระบบสื่อสารเหนือน่านฟ้า ด้วยการ นำเสนอโซลูชั่นหรือบริการใหม่ๆ รวมถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าเดิมเพื่อตอบ โจทย์ความต้องการและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แกนกลยุทธ์ที่สอง Unlimited Collaborations มุ่งเน้นการผสาน ความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานภายใน และพันธมิตรภายนอก เพื่อพร้อมรุกธุรกิจทุกรูปแบบ ขณะเดียวการควบรวมและซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: MA) ยังถือเป็นอีกแรงสนับสนุนเพื่อเร่งการเติบโต เข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ขยายตลาด ต่อ ยอดธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมพนักงานมืออาชีพจากการขยายธุรกิจ ส่วนแกน กลยุทธ์ที่สาม Unlimited Opportunities เป็นการเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับได้เติบโตไปพร้อมกับองค์กร ทั้ง ส่งเสริมการเรียนรู้ สนับสนุนและเปิดรับคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาเสริมทัพองค์กรให้แข็งแกร่งขึ้น

SSP พอร์ตเด้งรับรู้รายได้เพิ่ม ควัก 6 พันล้านลงทุนใน-ตปท.
อ่าน

SSP พอร์ตเด้งรับรู้รายได้เพิ่ม ควัก 6 พันล้านลงทุนใน-ตปท.

#SSP #ทันหุ้น - SSP พร้อมทุ่มงบ 6 พันล้านบาท ปั้นโครงไฟฟ้าทั้งใน-นอก ปูทางรับทรัพย์ระยะยาว ลั่นปี 2569 รายได้ทะยานต่อเนื่องจากปี 2568 อานิสงส์บุ๊ก “LEO 2”-SPN โฉมใหม่เต็มปีหนุน แถมสบช่องบาทแข็งค่าลุยลงทุนต่อเนื่อง พ่วงดอกเบี้ยขาลงช่วยเซฟต้นทุนการเงินเพิ่ม นายวรุตม์  ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SSP เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุนราว 5-6 พันล้านบาทในปีนี้ รองรับการขยายฐานธุรกิจไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศให้มากขึ้น แบ่งเป็น การพัฒนาการลงทุนต่อเนื่องในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม “บาโก” (BAGO Wind Farm) ประเทศฟิลิปปินส์ ขนาดกำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ อยู่ที่ราว 2 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ในประเทศ อาทิ จังหวัดหนองคาย, สกลนคร คิดเป็นกำลังไฟฟ้าราว 90 เมกะวัตต์  นอกจากนีัยังจะนำไปใช้โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการของ อบต.เมืองคง จังหวัดนครราชสีมา กําลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์, โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนของ เทศบาลตําบลบ้านส้อง จังหวัดสุราษฎร์ธานี กําลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทได้เข้าลงทุนในสัดส่วน 51% ของมูลค่าการลงทุนรวม ซึ่งน่าจะสามารถเปิดผลิตและขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ช่วงปลายปี 2569 รวมน่าจะกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้กำลังผลิตและขายไฟฟ้ารวมของ SSP ในปี 2569 ขยับสูงขึ้นด้วย ขณะที่ตัวเลขข้อมูลกำลังผลิตไฟฟ้า ณ สิ้นปี 2568 รวมประมาณ 367 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม (วินด์ฟาร์ม) อยู่ที่ 112.9 เมกะวัตต์, โครงการทั้งโซลาร์ฟาร์มและระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (รูฟท็อป) ราว 264.4 เมกะวัตต์ และที่เหลือมาจากส่วนอื่นๆ@ ปีนี้รายได้โตต่อ นายวรุตม์ กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2569 ทาง SSP คาดรายได้จะขยายตัวมากขึ้น จากปี 2568 ผลมาจากในช่วงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (Repowering) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ SPN ในประเทศไทย ประกอบกับได้มีการโครงการโซลาร์ฟาร์มภายใต้ชื่อ LEO 2 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 22 เมกะวัตต์ ในประเทศญี่ปุ่นช่วงในไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าวจะมีการรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเข้ามายัง SSP ในปีนี้เต็มปี นอกเหนือ จากโครงการอื่นๆ ที่สร้างรายได้อย่างต่อเรื่อง จึงส่งผลให้รายได้จาการขายไฟฟ้ารวมปี 2569 เติบโตยิ่งขึ้นด้วย@ รับประโยชน์บาทแข็ง ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่อยู่ในโซนแข็งค่านั้นบริษัทมองเป็นโอกาสในการเดินหน้าในโครงการลงทุนต่างๆ ในมือของบริษัทได้มากขึ้น เพราะการเงินค่าของบาทดังกล่าวทำให้ต้นทุนปรับลดลง รวมทั้งสนับสนุนให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ปรับตัวสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง (เดิมวางเป้า IRR ในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10%) ด้านแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาลงที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นบวกต่อบริษัท ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง โดยเฉพาะในส่วนวงเงินสินเชื่อในประเทศเดิมของบริษัทที่มีอัตราดอกเบี้ยลอย รวมอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท ขณะเดียวในช่วงนี้เป็นจังหวะในการทำสัญญากับสถาบันการเงินเพื่อลงทุนในโครงการต่างๆ เพิ่มเติมก็จะมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ถูกลงด้วยเช่นกันแกร่งอนาคต 4.8 บ. นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้น SSP เนื่องจากคาดกำไรปกติในไตรมาส 4/2568 จะอยู่ที่ 220-240 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2568 และเป็นจุดสูงสุดของปี เนื่องจากปัจจัย ฤดูกาลของโครงการลมในไทยและเวียดนาม รวมถึงรายได้ที่สูงขึ้นจากโครงการ SPN หลังการปรับปรุง และการเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการ Leo 2 ส่วนปี 2569 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโตจากปี 2568 ถือ เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ผลจากการรับรู้รายได้เต็มปีหลังการ ปรับปรุงโครงการ SPN และโครงการ Leo 2 รวมถึง ไม่มีการปิดซ่อมสายส่งไฟฟ้าของโครงการลม ในเวียดนามเหมือนช่วงครึ่งปีแรก ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “เก็งกำไร” หุ้น SSP ให้ราคาเป้าหมายไว้ ระดับ 4.80 บาท

Wuthering Waves อัปเดตเวอร์ชัน 3.0 "เราผู้เฝ้ามองดวงดาว" มาพร้อม พื้นที่ เนื้อหาใหม่และภาษาไทยในเกม!
อ่าน

Wuthering Waves อัปเดตเวอร์ชัน 3.0 "เราผู้เฝ้ามองดวงดาว" มาพร้อม พื้นที่ เนื้อหาใหม่และภาษาไทยในเกม!

น่าจะเรียกได้ว่าเป็นของขวัญรับคริสต์มาสสำหรับเหล่าผู้พเนจรชาวไทยจริง ๆ เพราะไม่เพียงวันนี้จะเป็นวันที่ตัวเกม Wuthering Waves ได้อัปเดตสู่เวอร์ชัน 3.0 "เราผู้เฝ้ามองดวงดาว" ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งใหญ่มาพร้อมด้วยพื้นที่ใหม่ และเนื้อหาอีกมากมายเท่านั้น แต่ในวันนี้ทาง Kuro Games ก็ยังได้มีการอัปเดตเพิ่ม "คำบรรยายภาษาไทย" หรือ "ซับไตเติลภาษาไทย" เข้าไปในเกม Wuthering Waves อีกด้วย!ตัวเลือกภาษาไทยใน Client เกม Wuthering Waves บน PCตัวเลือกภาษาไทยภายในเกม Wuthering Wavesตัวอย่างภาษาไทยภายในเกม Wuthering Wavesข้อมูลเนื้อหาและรายละเอียดอัปเดตเกม Wuthering Waves เวอร์ชัน 3.0 สามารถอ่านรายละเอียดและข้อมูลอัปเดตของตัวเกม Wuthering Waves เวอร์ชัน 3.0 ได้ ที่นี่ หรือโพสต์ด้านล่างWuthering Waves นั้นเป็นเกม Open-World Action RPG ที่พัฒนาและให้บริการโดย Kuro Game โดยตัวเกมนั้นจะเป็นเกม Open-World ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว และมีอิสระในระดับสูง ซึ่งในเกมนั้นเราจะได้มารับบทบาทเป็น Rover ผู้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลและได้มาพบกับโลกใบใหม่อันแสนกว้างใหญ่นี้

KGI คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

ทันหุ้น – บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ GPSC ให้เป้าพื้นฐาน 49 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นเริ่มสร้างฐานบริเวณค่าเฉลี่ย 200 วัน (SMA) ขณะที่ MACD RSI เริ่มส่งสัญญาณบวก ประเมินแนวรับ 34.5 บาท / แนวต้าน 35.25 – 36.0 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 38 บาท (Stop loss 33.5 บาท) 2) ประเมินรับ Sentiment บวกจากต้นทุนที่ลดลง (ทั้งต้นทุนพลังงานและต้นทุนการเงิน) เราประเมินต้นทุนพลังงาน (ก๊าซ ถ่านหิน) ลดลง รวมทั้งคาดที่ประชุม กนง จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง หนุนแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2569 ขณะที่ประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตาม Trend การลงทุน Data center 3) Valuation ไม่แพง PBV 0.91 เท่า (ต่ำกว่า -1 SD ที่ 1.1 เท่า)หุ้น CENTEL ให้เป้าพื้นฐาน 37.5 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวจากค่าเฉลี่ย 200 วัน (EMA) ขณะที่กราฟรายสัปดาห์มีโอกาสฟื้นรูปแบบ Inverse HeadShoulder ประเมินแนวรับ 30.5 บาท / แนวต้าน 31.5 - 33 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 35 บาท (Stop loss 29.5 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานเข้าสู่ High season 4Q-1Q คาดแนวโน้มกำไร 4Q68 จะฟื้นต่อเนื่อง QoQ YoY … เข้าดัชนี SET50 สำหรับรอบ 1H69 คาดเป็น Catalyst หนุนแรงเก็งกำไรระยะสั้นหุ้น BCH ให้เป้าพื้นฐาน 14 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังสร้างฐาน และผ่านจุดกึ่งกลาง Bollinger band ประเมินแนวรับ 10.2 บาท / แนวต้าน 10.5 – 10.7 บาท กรณี Rebound ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/-11.0 บาท (Stop loss 9.9 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไร 4Q68 ฟื้น QoQ YoY ฝ่ายวิจัยฯ คาดแนวโน้มกำไร 4Q68 จะฟื้นตัว YoY QoQ จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ฤดูฝนที่ล่าช้า และคาดไตรมาสนี้รายได้ค่ารักษาโรคร้ายแรง (RW>2) จะไม่มีปัญหาเช่นในปีก่อน 3) Valuation ถูก PBV 1.99 เท่า เป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ IPO และ Dividend yield 3.8% … คาดปันผลสำหรับ 2H68 อีก 0.24 บาท/หุ้น (Yield 2.3%)

CIVIL คว้า SET ESG Ratings ระดับ ‘AA’ ตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืน
อ่าน

CIVIL คว้า SET ESG Ratings ระดับ ‘AA’ ตอกย้ำการเติบโตอย่างยั่งยืน

#ทันหุ้น - นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) (CIVIL) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ระดับ AA ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ด้วยคะแนนการประเมิน 89 คะแนน จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนความก้าวหน้าอย่างโดดเด่น และศักยภาพการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวการประเมินในระดับดังกล่าว เป็นผลจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบในทุกมิติของ ESG ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล รวมถึงการบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนเข้าสู่กระบวนการดำเนินธุรกิจหลักขององค์กร“การได้รับ SET ESG Ratings ระดับ AA ในครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง จากความทุ่มเทของพนักงานทุกระดับ ในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ FTSE Russell ESG Scores ในปีหน้า” นายปิยะดิษฐ์ กล่าวทั้งนี้ CIVIL ยังได้รับการประเมิน CGR ระดับ “ดีเลิศ” จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 ตั้งแต่ปี 2567 สะท้อนถึงโครงสร้างการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง ระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้าน ESG อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่งตัวในกรอบ 1,250-1,265 จุด โดยยังคงต้องจับตาแนวรับสำคัญ Low ล่าสุดบริเวณ 1,250+- จุดว่ายังสามารถยืนเหนือได้ต่อเนื่องหรือไม่ ส่วนสัปดาห์นี้จะมีตัวเลขเศรษฐกิจออกมามากขึ้น ทั้งตัวเลข PMI ภาคการผลิตจีนเดือน พ.ย. ตัวเลข ISM ภาคการผลิตและบริการเดือน พ.ย. และเงินเฟ้อ PCE เดือน ก.ย. ของสหรัฐฯส่วนของไทยจะมีตัวเลขเงินเฟ้อเดือน พ.ย. คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางการแกว่งตัวของดัชนี รวมถึงการประเมินโอกาสที่ Fed และ กนง. จะตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมนัดสุดท้ายของปีในเดือนนี้ ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศต้องติดตามว่าจะเห็นการยุบสภาเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. หรือไม่หากฝ่ายค้านมีการยื่นซักฟอกในการเปิดสมัยประชุม โดยอาจทำให้ตลาดเข้าโหมด Wait and See เพื่อรอผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจน เรามองว่าหุ้นที่มีประเด็นหนุนเฉพาะตัวยังมีโอกาสปรับตัวได้แข็งแรงกว่าตลาดในภาพรวมกลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 ที่ยังแข็งแกร่งหุ้นเด่นเดือน ธ.ค. : BDMS, BTG, CBG, MAGURO, WHAUPFSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CBG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : CBG• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท• ผู้บริหารให้ภาพว่ากัมพูชาผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดปี 2026 เพิ่มเป็น 32% พร้อมเตรียมออกสินค้าใหม่ 12 บาท โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2026 โต 20% y-y มาจากในประเทศ +25% ทั้งคาราบาวแดงและสุราข้าวหอม ส่วนต่างประเทศจะโตดีที่พม่าและเวียดนาม• โรงงานในกัมพูชาได้ลูกค้า OEM ที่จะทำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง คาดเริ่มผลิตในเดือน ธ.ค. ตลาดอัฟกานิสถานเตรียมปรับโมเดลเป็นการขายหัวเชื้อให้พันธมิตร OEM เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดได้ และมีแผนเตรียมกลับเข้าตลาดจีนอีกครั้ง หากทำได้ตามแผน ประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 +2% y-y จะมี Upside 5-18%• แนวรับ 44//42.50 บาท แนวต้าน 46.50//48 บาทด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET วันนี้ที่ 1,240 - 1,250 แนวต้าน 1,260 - 1,270 คาดดัชนี SET ทรงตัวของผลการประชุมเฟดวันที่ 10 ธ.ค. และวันพรุ่งนี้รอผลการประชุม ครม.ในการอนุมัติ ม.ฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยน้ำท่วม แนะนำทยอยซื้อ HMPRO,DOHOME,GLOBAL,TOA จากงบซ่อมแซมช่วงภัยน้ำท่วม / กลุ่มที่คาดจะได้ประโยชน์จากการปรับเกณฑ์การซื้อหุ้นคืน KBANK,TTB,KTB / เก็งกำไร AOT รอผลการเจรจาการแก้ไขสัญญาของ King Power และการขอปรับขึ้นค่าบริการ PSC• MAGURO* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 30.75 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 ปรับตัวขึ้นได้ต่อ +QoQ, +YoY หนุนจากช่วง high season ด้านการเติบโต SSSG ของสาขาเดิมคาดกลับมาเป็นบวกในเดือน ธ.ค. และมีแผนการเปิดสาขาใหม่ 4 สาขา ภายในสิ้นปี ในปี 68 คาดรายได้โตเกินเป้า +30%YoY ส่วนในปี 69 ยังใช้กลยุทธ์ในการขยายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 15 สาขา และเปิดตัวแบรนด์ใหม่ใน portfolio ตั้งเป้ายอดขาย 5 พันล้านบาท ภายในปี 2572 ด้วยอัตรากำไรขั้นต้น 50-55% ทั้งนี้ Consensus ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 142 ล้านบาท +46%YoY และ 185 ล้านบาท +30%YoY• KLINIQ (ซื้อสะสม / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) แม้กำไรสุทธิ 3Q68 จะต่ำกว่าคาดอยู่ที่ 79 ลบ. (+6%YoY, -12%QoQ ) กดดันจากการเร่งขยายสาขาและค่าใช้จ่ายในการปิด 2 สาขาที่ underperformed ขณะที่ฝั่งรายได้มีปัจจัยลบจากคุณหมอศัลยกรรมลาคลอดเต็มไตรมาส อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองว่า 4Q68 นี้จะเป็นจุดสูงสุดการดำเนินงานของปี และ +YoY +QoQ โดยแม้จะมีการเปิดสาขาใหม่อีกราว3 แห่ง แต่การเปิดสาขายังน้อยกว่าใน 2Q68-3Q68 ขณะที่คาดว่ารายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ในช่วงก่อนหน้าจะเริ่มเร่งตัวขึ้น ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 428ลบ.(+19%YoY) ตามลำดับขณะที่ บล.ดาโอ คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบๆ โดยรอความชัดเจนในประเด็นทางการเมืองของไทย และปัจจัยชี้นำจากภายนอก เช่น แผนระงับสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล ประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ไว้ที่ 1242-1270 จุด จุดทดสอบดัชนีฯ ที่สำคัญคือ 1250 และ 1242 จุด ตามลำดับปัจจัยในประเทศตลาดกำลังรอดูทิศทางการเมืองของไทย เนื่องจากจะมีการประชุมสถาฯวิสามัญฯในสัปดาห์หน้า (8-11 ธ.ค.) ซึ่งอาจจะมีการพูดหรือเตรียมยื่นขออภิปรายไม่ไว้วางใจ …. เราประเมินว่า ถ้ามีการยุบสภาฯ ในเดือน ธ.ค.จะเป็นลบต่อตลาดหุ้น แต่หากฝ่ายค้านให้รัฐบาลทำงานต่อ อาจมีแรงซื้อหุ้นกลับการฟื้นฟูน้ำท่วม: วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้เข้าสู่ช่วงการเยียวยาผู้ประสบภัย ความเสียหายทางเศรษฐกิจคาดว่าสูงถึง 23.6 พันล้านบาท ซึ่งอาจฉุดรั้งการบริโภค และเพิ่มโอกาสที่ ธปท. อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค. นอกจากนี้ ยังมีการย้ายการแข่งขันกีฬาซีเกมส์หลายชนิดไปที่กรุงเทพฯ และชลบุรี เพื่อความปลอดภัยFund Flow/เงินบาท: นักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม (SET+MAI) 1,175 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 10,414 ล้านบาท เงินบาทเย็นวันที่ 28 พ.ย. อยู่ที่ 32.19 บาท/ดอลลาร์ โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวต้นสัปดาห์หน้าไว้ที่ 32.10-32.30 บาท/ดอลลาร์ ต้นทุนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ของไทยปรับลดลง ตามการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจัยต่างประเทศการประชุม OPEC+: มีการประชุมรัฐมนตรี เพื่อทบทวนภาวะตลาดน้ำมันโลกและนโยบายการผลิต แหล่งข่าวระบุว่า ซาอุดีอาระเบียอาจปรับลดราคาขายน้ำมันดิบอย่างเป็นทางการ (OSP) สำหรับลูกค้าในเอเชียงวดส่งมอบเดือน ม.ค. 2569 สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี การปรับลดราคา OSP ดังกล่าวมีสาเหตุจากคาดการณ์อุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกลุ่มโอเปกพลัสได้เพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันราว 2.9 ล้านบาร์เรล/วันสหรัฐฯ ระงับรับผู้อพยพ: ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะระงับการรับผู้อพยพจากกลุ่มประเทศโลกที่สามอย่างถาวร และจะยุติการมอบสวัสดิการและเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางทั้งหมดแก่ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ รวมถึงเรียกร้องให้มีการการย้ายถิ่นฐานกลับ ซึ่งมีสาเหตุจากเจ้าหนี้สหรัฐฯ ถูกยิงโดยชาวอัฟกานิสถานในสัปดาห์ก่อนความขัดแย้งทางการทูตระหว่างจีนกับญี่ปุ่น: ความตึงเครียดในภูมิภาคเอเชียยังคงสูง โดยความขัดแย้งนี้ดำเนินมาเกือบ 1 เดือน ซึ่งเกี่ยวข้องกับถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ เกี่ยวกับไต้หวันความคืบหน้า แผนสันติภาพ ยูเครน-รัสเซีย : ล่าสุด รัสเซียได้ปล่อยการโจมตีทางอากาศเข้าใส่กรุงเคียฟ อย่างหนักในช่วงข้ามคืน โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า กองกำลังรัสเซียยิงขีปนาวุธประมาณ 36 ลูกและโดรนเกือบ 600 ลำ เป้าหมายหลักคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสิ่งอำนวยความสะดวกของพลเรือนเศรษฐกิจจีน: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) อย่างเป็นทางการของจีนในเดือน พ.ย. อยู่ที่ 49.2 ซึ่งยังคงต่ำกว่า 50 เป็นเดือนที่แปดติดต่อกัน. ดัชนีภาคที่ไม่ใช่ภาคการผลิตก็หดตัวลงสู่ระดับ 49.5. นอกจากนี้ ตลาดถูกเขย่าจากความกังวลในวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ China Vanke Co. เสนอที่จะเลื่อนการจ่ายพันธบัตรในประเทศTechnical : BCH, KAMART

mai โชว์ยอดขาย Q3  กวาดเงิน 50,719 ล้าน
อ่าน

mai โชว์ยอดขาย Q3  กวาดเงิน 50,719 ล้าน

#mai #ทันหุ้น - บจ. mai โชว์ภาพรวมงบไตรมาส 3/2568 มียอดขายรวม50,719ล้านบาท ลดลง5.6%กำไรจากการดำเนินงานรวม3,232ล้านบาท ลดลง3.0%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวด9เดือนแรกปี2568มียอดขายรวม151,127ล้านบาท ลดลง3.6%กำไรจากการดำเนินงานรวม9,702ล้านบาท ลดลง13.5%เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นายประพันธ์  เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 222 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 229 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยไตรมาส 3/2568 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม 50,719 ล้านบาท ลดลง 5.6% ต้นทุนขาย 37,206 ล้านบาท ลดลง 7.3% กำไรขั้นต้น 13,514 ล้านบาท ลดลง 0.7% โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 0.1% ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,232 ล้านบาท ลดลง 3.0% และมีกำไรสุทธิรวม 620 ล้านบาท ลดลง 10.9%มาร์จิ้น 6.4%  ทั้งนี้ หากพิจารณาความสามารถในการทำกำไรพบว่า บจ. มีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 25.3% เป็น 26.6% ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) เพิ่มขึ้นจากระดับ 6.2% มาอยู่ที่ระดับ 6.4% ส่วนอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลงเล็กน้อยจาก 1.3% เป็น 1.2% ตามลำดับ สำหรับผลการดำเนินงานงวด9เดือนแรกปี2568เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มียอดขายรวม151,127ล้านบาท ลดลง3.6% ต้นทุนขาย111,422ล้านบาท ลดลง4.0% กำไรขั้นต้น39,705ล้านบาท ลดลง2.2%โดยมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น2.2%ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน9,702ล้านบาท ลดลง13.5% และมีกำไรสุทธิรวม3,722ล้านบาท ลดลง38.9%ผลงานฉลุย ผลการดำเนินงานงวด9เดือนปี2568บจ. มียอดขายและกำไรสุทธิลดลง โดยสาเหตุหลักของการลดลงของผลการดำเนินงาน เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว บางแห่งมีการตั้งสำรองการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินและด้อยค่าเงินลงทุน ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ.ในmai "อย่างไรก็ดี ยังมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มบริการ และกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยกลุ่มบริการมีการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิอีกด้วย” นายประพันธ์กล่าว                ด้านฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 328,167 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2567 ปัจจุบันมี บจ. ในmai 229บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่28พ.ย.2568) ดัชนีmaiปิดที่ระดับ214.32จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Capitalization) อยู่ที่211,347.63ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 572.86 ล้านบาทต่อวัน

APP ปลายปีมีสัญญาณดี  กลุ่ม 3D พรินท์ติ้งโตโดดเด่น
อ่าน

APP ปลายปีมีสัญญาณดี  กลุ่ม 3D พรินท์ติ้งโตโดดเด่น

#APP #ทันหุ้น - APP เผยทิศทางไตรมาส 4/2568 สดใส ลูกค้าเริ่มปิดดีลโครงการ หนุนยอดขายปลายปี วางกลยุทธ์ลดต้นทุน หนุนกำไรฟื้น แย้มธุรกิจ 3D พรินท์ติ้งเติบโตโดดเด่น อวดผลงานไตรมาส 3/2568 กำไรสุทธิอยู่ที่ 113.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21% ส่งมาร์จิ้นอยู่ที่ 39.31%               นายเกริกฤทธิ์  เจียรกมลชื่น  ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) หรือ APP เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ยังคงออกมาในทิศทางที่ดี แม้อัตรากำไรขั้นต้น (GP) จะไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากนัก แต่กำไรสุทธิกลับฟื้นตัวเด่น จากผลของการบริหารต้นทุนที่เข้มข้นต่อเนื่อง และการปรับโครงสร้างภายในที่ทำมาตลอด 3 ปี โดยเฉพาะการปรับระบบงานลดค่าใช้จ่าย และการยกระบบการขายจาก Field Sales ที่มีต้นทุนสูง มาสู่ Digital Sales ช่วยลดทั้งต้นทุนด้านการตลาด และโอเปอเรชันได้อย่างมีนัยสำคัญ** เปลี่ยนโมเดลขาย ทั้งนี้ธุรกิจซอฟต์แวร์ยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยมีการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลการขายแบบ Perpetual License มาสู่ระบบ Subscription ซึ่งแม้ช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่านจะกระทบกำไรขั้นต้น และกำไรสุทธิแต่ปัจจุบันรายได้รูปแบบ Subscription เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และสร้างเสถียรภาพให้บริษัทมากขึ้น               ด้านธุรกิจ 3D Printing ถือเป็นอีกพอร์ตที่เติบโตโดดเด่น โดยทั้งยอดขายเครื่อง และวัสดุสิ้นเปลืองขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนการใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และจิวเวอรี่ ซึ่งนำเทคโนโลยีไปใช้ตั้งแต่การผลิต Jig, Fixture, Tooling ไปจนถึงตัวเรือนแว็กซ์สำหรับงานหล่อ แม้ราคาเครื่องจะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 ล้านบาท แต่ปริมาณความต้องการกลับเพิ่มขึ้น โดยลูกค้าหลายรายขยายการใช้งานจาก 1 เครื่องเป็นหลายเครื่อง ซึ่งบริษัทเชื่อว่าพอร์ตนี้จะเติบโตเท่ากับรายได้จากซอฟต์แวร์ในอนาคตอันใกล้** ทิศทางไตรมาส 4 สำหรับทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4/2568 บริษัทมองว่าเป็นช่วงที่ลูกค้าจะเริ่มปิดดีลโครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา แม้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างยังไม่เห็นโมเมนตัมชัดเจน แต่ภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรอัตโนมัติ (Automation Machinery) เริ่มกลับมามีการใช้จ่ายมากขึ้น คาดว่าจะช่วยสนับสนุนยอดขายปลายปีให้ขยายตัวได้ ด้านงบการเงินไตรมาส 3/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 113.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.21% YoY ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 39.31% แม้ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ยังสะท้อนผลของการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการผลักดันผลประกอบการช่วงที่เหลือของปีให้เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่รายได้รวม ในไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 292.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.63 ล้านบาท หรือ 4.52% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้ขายซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น 16.87 ล้านบาท หรือ 28%  มีรายได้จากการขายฮาร์ดแวร์ลดลง 11.93 ล้านบาท หรือ 13.75% รายได้จากการบริการเพิ่มขึ้น 0.76 ล้านบาท หรือ 0.78%  รายได้จากการให้บริการสัญญาแบบสิทธิเช่าใช้ เพิ่มขึ้น 6.21 ล้านบาท หรือ 19.18%  และรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้น 0.72 ล้านบาท หรือ 22.77%

NVIDIA งบทะลุฟ้า! ทั่วโลก Risk-On รับแรงหนุนหุ้นเทค
อ่าน

NVIDIA งบทะลุฟ้า! ทั่วโลก Risk-On รับแรงหนุนหุ้นเทค

#NVIDIA #ทันหุ้น - ดัชนี Dow Jones เมื่อคืนปรับขึ้นเล็กน้อย 47 จุด (+0.1%) หลังจากตลาดปิดไม่นาน NVIDIA ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 ออกมาดีกว่าคาด ทั้งกำไรสุทธิ 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินราว 3% และเมื่อเทียบกับปีก่อนยังเติบโตสูงถึง 60% ด้านรายได้แตะ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นทั้งปีต่อปี (+62% YoY) และไตรมาสต่อไตรมาส (+22% QoQ) อัตรากำไรขั้นต้นออกมาโดดเด่นที่ 73.6% หนุนโดยธุรกิจ Data Center ที่ยังขยายตัวแรงถึง +66% (YoY) สะท้อนความต้องการด้าน Cloud และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องมูลค่าฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI และเป็นแรงเสริมเชิงบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องอย่าง TSMC, Alphabet และ Microsoft ขณะที่ คืนนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงาน โดย Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 53,000 ราย และ 4.3% ตามลำดับ หากออกมาต่ำกว่าที่คาด มีโอกาสสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นได้ทางด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดใกล้ระดับเดิม โดยแรงกดดันหลักมาจากหุ้นในหมวดอากาศยานและป้องกันประเทศที่อ่อนตัวลงราว 2.3% ลงไปที่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐ เดินหน้าเจรจาเพื่อผลักดันให้เกิดการยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครนอีกครั้ง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ในยุโรป เช่น หุ้น RHM (Rheinmetall), Renk, BAE, LDO (Leonardo) และ SAAB ร่วงแรงระหว่าง 4.5% – 7.7% ภายในดัชนี STOXXขณะเดียวกันวันนี้ตลาดหุ้นฝั่งเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ดีดตัวขึ้นถ้วนหน้า หลัง NVIDIA รายงานงบไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 แข็งแกร่งทั้งรายได้–กำไร และคาดการณ์ไตรมาสถัดไปออกมาเหนือคาดการณ์นักวิเคราะห์อีกด้วย โดยหุ้น SoftBank (9984), Tokyo Electron (8035), Lasertec (6920), SK Hynix (000660) และ Samsung Electronics (005930) เป็นต้น ต่างยืนในแดนบวกส่งแรงซื้อกระจายในบริษัทผลิตชิปทั่วภูมิภาคเช่นเดียวกับดัชนีหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับขึ้นตามทิศทางตลาดโลก หลังงบ NVIDIA ที่ออกมาทรงพลังช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นต่อหุ้นเทคโนโลยี พร้อมสร้างภาวะ Risk-On ให้กลับมาในตลาดภูมิภาคที่ต่างเปิดบวกกันถ้วนหน้า สำหรับปัจจัยภายในประเทศมีประเด็นสำคัญอย่างความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ที่รัฐบาลมีแผนเริ่มต้นในเดือน ม.ค. 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกลั่นกรองรายละเอียด โดยมีแนวโน้มว่าจะใช้วงเงินใกล้เคียงเฟสแรกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ประเมินจากงบประมาณกลางปี 2569 ที่ยังเหลือราว 7 หมื่นล้านบาท และเงินเหลือจากเฟสแรกอีกประมาณ 6 พันล้านบาท ทำให้โครงการเฟสใหม่มีความเป็นไปได้สูง หากอนุมัติจริงจะเป็นแรงหนุนต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญสำหรับมุมมอง SET50 Index indicators 3 ตัวระบุดังนี้ Comfirm Up/Down (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงแนวโน้มตลาดว่ามีโอกาสขึ้นหรือลง วันนี้มีทิศทางขาลงต่อเนื่อง และ Trend (ภาพหมายเลข 3) แสดงยอดซื้อขายใน S50 วันนี้มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ Mid Trend (ภาพหมายเลข 4) แสดงการซื้อขายหุ้นของตลาด SET วันนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสรุปจากทั้ง 3 อินดิเคเตอร์ของเราในวันนี้มองว่า มีทิศทาง Sideway Down 

EMPIRE ยกเครื่ององค์กรสำเร็จ พลิกกำไร 24 ล.เข้าสู่โหมดเติบโต
อ่าน

EMPIRE ยกเครื่ององค์กรสำเร็จ พลิกกำไร 24 ล.เข้าสู่โหมดเติบโต

#EMPIRE #ทันหุ้น – ซีอีโอใหม่ไฟแรง “ดร.เจล” สร้างการบริหารเชิงระบบ หลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ พลิกทำกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 68 แตะ 24.03 ล้านบาท โตกว่า 271 ล้านบาท จากการซื้อธุรกิจ “ด็อกเตอร์ เจล” หนุนยอดขายอาหารเสริมพุ่งแรง ทำ EBITDA 71.43 ล้านบาทภายในไตรมาส 1/68 – ไตรมาส 3/68 เร็วกว่ากรอบรับประกัน 2 ปี ล่าสุดคว้ารางวัล Top Spender 2025 จากงาน COSMEX ตอกย้ำคุณภาพการผลิตภก.ดร.ปัณณวิชญ์  โชติเตชธรรมมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 สามารถพลิกกลับมาทำกำไรสุทธิได้ที่ 24.03 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยทำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 271.83 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2567 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 247.80 ล้านบาท กำไรที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของทั้งบริษัท และบริษัทย่อยที่เข้าซื้อกิจการเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568รายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของบริษัทในเครือ โดยมีพัฒนาการที่สำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตระยะยาวของกลุ่มธุรกิจ ดังนี้1. DRJ Group ทำผลงานเหนือกรอบรับประกัน EBITDA ก่อนกำหนดกลุ่มบริษัท ด็อกเตอร์ เจล (“DRJ Group”) สร้างผลการดำเนินงานโดดเด่นในช่วง ไตรมาส 1–3 ด้วย EBITDA 71.43 ล้านบาท ตัวเลขนี้ สูงเกินกรอบการรับประกัน EBITDA ที่ 70 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี (ครบกำหนดไตรมาส 4/2569)ผลงานที่ “ทำได้ก่อนกำหนดเกือบสองปี” ถือเป็นสัญญาณสำคัญของประสิทธิภาพด้านต้นทุน ความชัดเจนของโครงสร้างรายได้ การบริหารเชิงระบบหลังการยกเครื่ององค์กร ซึ่งช่วยเสริมภาพรวมความมั่นคงของ EMPIRE Group และตอกย้ำความสามารถในการสร้างผลตอบแทนตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับผู้ถือหุ้น2. Organics Greens Farm คว้ารางวัล Top Spender 2025 จากงาน COSMEXOrganics Greens Farm โรงงานผลิตในเครือ EMPIRE ได้รับรางวัล Top Spender งาน COSMEX 2025 หลายรายการติดต่อกัน สะท้อนความต้องการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพกระบวนการผลิตที่เน้นมาตรฐานสูง เช่น การใช้วัตถุดิบจริงตามสเปก การควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์แบบเต็มโดส ความโปร่งใสในมาตรฐานการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพ องค์ประกอบเหล่านี้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์คู่ค้าเติบโตต่อเนื่องและมีอัตราการซื้อซ้ำสูง ส่งผลโดยตรงต่อการขยายฐานรายได้ของ EMPIRE ในระยะยาว3. มุมมองผู้บริหารและแนวโน้มครึ่งปีถัดไปบริษัทเดินหน้าสู่ New Growth Phase ผ่านกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นรายได้ประจำ (Recurring Income) การยกระดับมาตรฐานโรงงานและระบบควบคุมต้นทุน การขยายเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ความเข้มงวดด้านวินัยทางการเงิน บริษัทประเมินว่า หากสามารถคงประสิทธิภาพด้านการเงินและระบบบริหารปัจจุบันไว้ได้ จะมีโอกาสสูงที่ผลประกอบการในปีถัดไปจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และสร้างเสถียรภาพทางรายได้ในระดับที่สูงขึ้น

KCE กำไร Q3/68 ที่ 297.40 ลบ.โต 37.48% แผนสร้างรง.ใหม่เลื่อนชั่วคราว
อ่าน

KCE กำไร Q3/68 ที่ 297.40 ลบ.โต 37.48% แผนสร้างรง.ใหม่เลื่อนชั่วคราว

#KCE #ทันหุ้น-บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ไตรมาส 3/68 มีกำไร 297.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 216.32 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมไตรมาส 3/68 ที่ 3,519.9 ล้านบาท ลดลง 8.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้ดังกล่าวประกอบด้วย รายได้จากการขายสินค้า 3,443.9 ล้านบาท และรายได้อื่นจำนวน 76.0 ล้านบาทในไตรมาส 3/68 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวมของกลุ่มบริษัท จำนวน 3,443.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.82% จากไตรมาสก่อนหน้า (Q-o-Q) แต่ลดลง 9.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (Y-o-Y) เมื่อพิจารณาในรูปเงินบาท หากพิจารณารายได้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) จะพบว่ารายได้เพิ่มขึ้น 7.62% Q-o-Q และลดลงเพียง 2.52% Y-o-Yโดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทลดลงมากกว่า คือ การแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวทำให้รายได้ลดลงประมาณ 53.2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/68, และลดลงประมาณ 169.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/67ในไตรมาส 3/68 ปริมาณการจัดส่งแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) เพื่อจำหน่ายของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 3.01% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q-o-Q) แต่ลดลง 3.26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Y-o-Y) สำหรับการจัดส่งแผ่นวงจรพิมพ์ชนิดพิเศษ (HDI PCB) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่10.9% จากไตรมาส 2/68 หลังจากที่ชะลอตัวในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากอยู่ระหว่างการติดตั้งและทดสอบเครื่องจักรใหม่ แต่ยังคงลดลง 9.53% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/67การปรับตัวดีขึ้นของปริมาณการจัดส่ง HDI PCB สะท้อนถึงการฟื้นตัวของประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและแรงสนับสนุนจากคำสั่งซื้อของลูกค้ารายสำคัญ โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 บริษัทมีคำสั่งซื้อคงค้าง(Backlog)ประมาณ 6.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำสั่งซื้อสำหรับ HDI PCB แสดงถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงนี้นอกจากนี้บริษัทยังคงเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจโดยมุ่งหาลูกค้าและตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ยานยนต์ (Non-Automotive) ควบคู่กับการขยายฐานธุรกิจในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ (Automotive Electronics) เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวทั้งนี้ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งนี้เกิดขึ้น แม้เผชิญกับความท้าทายจากการแข็งค่าของเงินบาท และแนวโน้มราคาวัตถุดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านมาตรการ ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน(Cost Reduction and Efficiency Initiatives) ส่งผลให้สามารถชดเชยผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล**เลื่อนสร้างโรงงานใหม่ชั่วคราวKCE ระบุอีกว่า แผนการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ได้ถูกเลื่อนออกไปเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับระดับกำลังการผลิตในปัจจุบันซึ่งยังต่ำกว่า 70% และเพื่อให้บริษัทสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงทางการเงินและการควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมการแทนการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงภายในโรงงานที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ และพระนครศรีอยุธยา เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นแนวทางดังกล่าวถือเป็นการด าเนินงานที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับแนวโน้มการเติบโตของผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงตามความต้องการของลูกค้าในอนาคตทั้งนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการลงทุนสำหรับเครื่องจักรที่จำเป็นและสามารถเสริมสร้างศักยภาพทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตจะดำเนินการต่อเมื่อมีแนวโน้มความต้องการของตลาดที่ชัดเจนและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทราบในโอกาสต่อไป

โอกาสประวัติศาสตร์! 5 Altcoin ถูกมอง “ขายเกินมูลค่า” ท่ามกลางตลาดหมี
อ่าน

โอกาสประวัติศาสตร์! 5 Altcoin ถูกมอง “ขายเกินมูลค่า” ท่ามกลางตลาดหมี

#คริปโทเคอร์เรนซี #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า ตลาดคริปโตกำลังอยู่ในช่วงตลาดหมีที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยที่ Altcoin มีการซื้อขายที่มูลค่าต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้จะมีการตกต่ำนี้ แต่โครงการบล็อกเชนจำนวนมากยังคงแสดงความก้าวหน้าที่แข็งแกร่งในด้านพื้นฐาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจเป็นตัวแทนของการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Altcoin และเป็น โอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนระยะยาวตามที่ Michael van de Poppe นักวิเคราะห์คริปโตกล่าว ตลาดคริปโตกำลังแสดงความคล้ายคลึงกับช่วงปี 2019–2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ Bitcoin และ Altcoin ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ก่อนที่จะเข้าสู่วัฏจักรตลาดกระทิงที่ยาวนานหลายปี ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลง รวมถึงการคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยและการสิ้นสุดของการดูดซับสภาพคล่อง (Quantitative Tightening) สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีอาจเห็นโมเมนตัมที่เพิ่มขึ้นในไม่ช้าAltcoin ขายเกินมูลค่า แต่ยังคงสร้างสรรค์ความเชื่อมั่นของตลาดยังคงระมัดระวัง พอร์ตโฟลิโอ Altcoin จำนวนมากยังคงลดลงถึง 60–65% และการประเมินมูลค่าต่ำกว่าในช่วง วิกฤต FTX เสียอีก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าในอดีต โอกาสในการลงทุนที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดตกต่ำเช่นนี้ตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤต FTX ปี 2022 Solana ร่วงลงไปอยู่ที่ประมาณ $9 ซึ่งขณะนั้นถูกมองว่า "ตายไปแล้ว" แต่ต่อมากลับพุ่งขึ้นมากกว่า 3,000% ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการตั้งค่าที่คล้ายกันอาจกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากโครงการ Altcoin หลายโครงการยังคงคิดค้นและเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ราคาจะลดลง1. Algorand (ALGO)Algorand ยังคงเป็นหนึ่งในโครงการบล็อกเชนที่ มีกิจกรรมมากที่สุด โดยมีการอัปเดตและความร่วมมือด้านระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด Algorand ได้ประกาศความร่วมมือกับ Google ในโปรโตคอลการชำระเงิน AP2 Aentic และได้แต่งตั้ง CTO คนใหม่เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคนิค แม้ราคาจะลดลง แต่กิจกรรมของเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชนยังคงแข็งแกร่ง ในอดีต ALGO เคยสร้างการพุ่งขึ้น 5 เท่า ในช่วงตลาดกระทิง และมีศักยภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกครั้งเมื่อตลาดกลับมาเป็น Risk-on2. Giza (GIZA)Giza ผสมผสานระหว่าง AI และ DeFi ทำให้เป็นหนึ่งในโครงการที่สร้างสรรค์ที่สุดในกลุ่ม Small-Cap Giza สร้างขึ้นบนเครือข่าย Base ของ Coinbase ซึ่งได้รับประโยชน์จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของระบบนิเวศนั้น แม้จะมีมูลค่าตลาดต่ำกว่า $200 ล้านดอลลาร์ แต่ความผันผวนสูงของโครงการก็มอบศักยภาพขาขึ้นที่สำคัญ ผู้สังเกตการณ์ตลาดคาดว่าความสนใจจะกลับมาอีกครั้งเมื่อกระแสที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้รับความสนใจ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ราคาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว3. Arbitrum (ARB)ในบรรดาโซลูชัน Ethereum Layer-2 นั้น Arbitrum ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในแง่ของกิจกรรมและ Total Value Locked (TVL) แม้จะนำหน้าด้านเงินทุนไหลเข้าแบบ On-chain แต่โทเคน ARB ยังคงอยู่ที่ จุดต่ำสุดของวัฏจักร ซึ่งเป็นสัญญาณของการประเมินมูลค่าที่ต่ำเกินไปอย่างมาก ARB กำลังอยู่บนแนวรับระยะยาว ซึ่งในอดีตเป็นระดับที่นำไปสู่กำไร 2–3 เท่า หากโมเมนตัมการซื้อยังคงดำเนินต่อไป โทเคนอาจเห็นการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า4. Wormhole (W)Wormhole ซึ่งเป็นโปรโตคอล Cross-chain ที่เชื่อมต่อระบบนิเวศบล็อกเชนหลายตัว เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเกินไปและมีกิจกรรม On-chain เพิ่มขึ้น โครงการได้ปรับโครงสร้าง Tokenomics ใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ และได้รับความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศ แม้จะมีการอัปเดตการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาโทเคนยังไม่สะท้อนการเติบโตพื้นฐาน W มีศักยภาพที่จะทำกำไร 4 เท่า หากกลับไปสู่ระดับแนวรับเดิมเมื่อเทียบกับ Bitcoin5. Sei (SEI)Sei Network ซึ่งออกแบบมาสำหรับการซื้อขายด้วยความเร็วสูงและการเงินแบบกระจายอำนาจ เห็นการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงกลางปี 2024 แต่ต่อมาได้ปรับฐานลงอย่างรวดเร็วตามความอ่อนแอของตลาดในวงกว้าง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการร่วงลงล่าสุดไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของโครงการ แต่เป็นผลมาจากการ ชำระบัญชี (liquidations) ทั่วทั้งตลาด ด้วยราคาที่กลับมาใกล้แนวรับในอดีต Sei สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่าได้อย่างง่ายดาย หากความเชื่อมั่นของตลาดดีขึ้น นักวิเคราะห์คาดว่า SEI จะฟื้นโมเมนตัมเมื่อสภาพคล่องกลับเข้าสู่ตลาด Altcoin อีกครั้งช่วงสะสมก่อนวัฏจักรกระทิงครั้งถัดไปAltcoin ใช้เวลาอยู่ในตลาดหมีมานานกว่าสี่ปี ซึ่งยาวนานกว่าวัฏจักรครั้งก่อนหน้า และยังไม่กลับไปถึงจุดสูงสุดตลอดกาล แม้แต่ Ethereum ก็ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุด อย่างไรก็ตาม ด้วยตัวชี้วัดทางเทคนิคที่ส่งสัญญาณเบื้องต้นของการ Divergence ขาขึ้น และแนวโน้มมหภาคที่สนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยง หลายคนเชื่อว่าการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ของคริปโตครั้งถัดไปอาจใกล้เข้ามาแล้วที่มา https://coinpedia.org/news/top-5-altcoins-to-buy-in-november-2025-amid-the-crypto-market-crash/

MRDIYT เข้าเทรดวันแรกราคาเปิดอยู่ที่ 7.05บาท -18.02% จาก IPO หุ้นละ 8.60 บาท
อ่าน

MRDIYT เข้าเทรดวันแรกราคาเปิดอยู่ที่ 7.05บาท -18.02% จาก IPO หุ้นละ 8.60 บาท

MRDIYT เข้าเทรดวันแรกราคาเปิดอยู่ที่ 7.05บาท -18.02% จาก IPO หุ้นละ 8.60 บาท#MRDIYT #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ MRDIYT เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET เป็นวันแรก ราคาเปิดอยู่ที่ 7.05 บาทลดลง 18.02% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 8.60 บาทความเคลื่อนไหวราคาหุ้น MRDIYT เช้านี้ราคาเปิดอยู่ที่ 7.05 บาท ลดลง 1.55 บาท หรือ 18.02% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 8.60 บาท โดยราคาล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ 7.20 บาท มีมูลค่าการซื้อขาย 419 ล้านบาทMRDIYT ประกอบธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ภายใต้แบรนด์ MR. D.I.Y. ที่มีสาขามากที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย เริ่มดำเนินธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันมีร้านค้า 1,027 สาขา ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้ครบทุกสิ่งในทุกวัน ด้วยราคาถูกคุ้มเสมอตามพันธกิจ Always Low Prices ด้วยการจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง และสินค้าของบุคคลภายนอก บริษัทมีสินค้าหลากหลายกว่า 16,000 รายการ ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์แต่งบ้าน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเครื่องมือช่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา ของเล่น และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆทั้งนี้ MRDIYT มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 3,008 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวนไม่เกิน 655 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท และพนักงานของบริษัท ผู้ลงทุนในประเทศ และผู้ลงทุนต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 20-29 ตุลาคม 2568 ในราคาเสนอขายสุดท้ายหุ้นละ 8.60 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่ายหุ้นสำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน จะนำไปการลงทุนเพื่อพัฒนาและขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯเช่น การขยายสาขา การลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของบริษัทฯ รวมถึงการซื้อที่ดินสำ หรับคลังสินค้าเพิ่มเติมตามหนังสือแสดงเจตนาที่บริษัทฯ เข้าทำ กับบริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด และการก่อสร้างคลังสินค้าดังกล่าว, ใช้ชำระหนี้สินและเงินกู้ยืมที่มีอยู่ของบริษัทฯ รวมถึงเงินกู้ยืมจาก ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน)และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ

SKY ICT คว้ารางวัล CGR ระดับ 5 ดาว “ดีเลิศ” ในปี 2568
อ่าน

SKY ICT คว้ารางวัล CGR ระดับ 5 ดาว “ดีเลิศ” ในปี 2568

#ทันหุ้น - SKY ICT คว้ารางวัล CGR ระดับ 5 ดาวหรือ “ดีเลิศ” ระดับสูงสุดในการประเมินการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนไทยประจำปี 2568 โดยมีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมการประเมินทั้งสิ้น 844 บริษัท มีบริษัทที่ได้รับการประเมินในระดับ “ดีเลิศ” รวมทั้งสิ้น 373 บริษัท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ SKY ICT ในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนนายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) (SKY) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการในระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) หรือ 5 ดาว ปีแรก ในโครงการสำรวจการกำกับการดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies: CGR) ประจำปี 2568 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ภายใต้การสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) นับเป็นความภาคภูมิใจ ที่ SKY ได้รับการประเมินในระดับดีเลิศสะท้อนถึงมาตรฐานและการยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างสมดุล รวมถึงครอบคลุมในด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศการได้รับ CGR ระดับ 5 ดาว เป็นเครื่องยืนยันจุดยืนของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจด้วยธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการ SET ESG Rating เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลอย่างต่อเนื่องสำหรับบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKYพัฒนาและสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้าน Aviation Tech as a Service อย่างต่อเนื่องในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสนามบิน เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ และการพัฒนาเชิงโครงสร้างเพื่อดันอุตสาหกรรมการบินของไทยสู่ “Aviation Hub” ปัจจุบัน SKY ให้บริการระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน พัฒนาและติดตั้งระบบเช็คอินและออกตั๋วผู้โดยสาร (Common Use Passenger Processing System: CUPPS) ครอบคลุม 13 สนามบินทั่วประเทศ รวมถึงโครงการให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (Advance Passenger Processing System: APPS) และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย บริษัทให้บริการ IT ครบวงจร ในลักษณะ IT Solution ด้วยการนำเสนอสินค้าและบริการที่ลูกค้าต้องการนำไปใช้ในธุรกิจได้อย่างครบถ้วน หลากหลายและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยความเป็นมืออาชีพ

DELTA เอเซีย พลัส อัพกำไรปี 68-69 ขึ้นมองแนวโน้มแข็งแกร่ง-เพิ่มปรับคำแนะนำเป็นถือ
อ่าน

DELTA เอเซีย พลัส อัพกำไรปี 68-69 ขึ้นมองแนวโน้มแข็งแกร่ง-เพิ่มปรับคำแนะนำเป็นถือ

#DELTA #ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ DELTA ซึ่งได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2568 – 2569 ขึ้นจากเดิมเฉลี่ยราว 11% และได้ปรับ PER ขึ้นจากเดิมที่ 52.1 เท่า (-1.0 S.D) เป็น 77.1 เท่า (+1.0 S.D) เพื่อสะท้อนกำไรที่มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2568 และขยับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 175 บาทนอกจากนี้ได้ปรับคำแนะนำขึ้นจากเดิม “Underperform” หรือ ขาย เป็น “Neutral”หรือ ถือ สำหรับ DELTA แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะสูงกว่าราคาเป้าหมาย แต่สามารถเก็งกำไรได้จากระยะสั้นมีปัจจัยผลักดันราคาหุ้นจากกำไรที่คาดจะออกมาดีในงวดไตรมาส 3/68 และ อุตสาหกรรม AI / ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อไปในระยะยาว ส่งผลดีต่อความต้องการชิปที่ทรงพลัง รวมทั้งสินค้าเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทให้สูงขึ้นตามไปด้วยฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส คาดไตรมาส 3/68 DELTA จะมีมีกำไรสุทธิที่ 6.2 พันล้านบาท (+34% QoQ, +5% YoY) หนุนจาก 1) ยอดขายจะทำสถิติสูงสุดใหม่ เป็น 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+12% QoQ,+23% YoY) หรือ 4.8 หมื่นล้านบาท (+10% QoQ, +13% YoY) โดยเฉพาะสินค้าเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง,2) อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 27.7% จาก 25.0% ใน 2Q68 ตามสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ ที่สร้างมาร์จิ้นสูงและ 3) ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายพิเศษเป็นจำนวนสูงอย่างในไตรมาสก่อนหน้า ที่มีค่าใช้จ่ายในการยุติข้อพิพาททางคดีความในสหรัฐ, การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญ และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทั้งนี้ หากกำไรในไตรมาส 3/68 ออกมาอย่างคาด จะทำให้ภาพรวมกำไรช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 มีสัดส่วนราว 78% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี 2568 ของเราที่ 2.0 หมื่นล้านบาทยอดขายและมาร์จิ้นยังมีแนวโน้มเติบโตดีต่อไปอีกในไตรมาส 4/68 จากความต้องการสินค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังมีอยู่มาก ซึ่งอาจถูกหักล้างไปบ้างจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของค่าลิขสิทธิที่ต้องจ่ายให้ บ.แม่ (เดลต้า ไต้หวัน) มากขึ้น ตามปริมาณงานโครงงานที่ต้องใช้เทคโนโลยีจาก บ.แม่ ซึ่งจะมีเข้ามามากขึ้น ดังนั้นการเติบโตของกำไร QoQ ในงวดไตรมาส 4/68 เป็นสิ่งท้าทาย แต่ยังเชื่อว่าจะโตได้แรง YoY จากฐานต่ำในปีก่อน

ผู้บริหาร Pantera Capital ชี้ “ยังไม่สายเกินไป” ที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโท
อ่าน

ผู้บริหาร Pantera Capital ชี้ “ยังไม่สายเกินไป” ที่จะเข้าสู่ตลาดคริปโท

#คริปโทเคอร์เรนซี #ทันหุ้น ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Cosmo Jiang หุ้นส่วนทั่วไปของ Pantera Capital กล่าวว่า นักลงทุนที่พลาดโอกาสในกระแสคริปโทเคอร์เรนซียังคงมีโอกาสเข้าสู่ตลาดได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลใด ๆ เลย แม้ว่า Bitcoin เพิ่งจะทะลุ 126,000 เป็นครั้งแรกและทำสถิติสูงสุดตลอดกาลใหม่ แต่ Jiang กล่าวในรายการ FastMoney ของ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงลังเลและไม่มีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลแม้แต่ศูนย์เปอร์เซ็นต์ "ผลสำรวจของ BankofAmerica เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนแสดงให้เห็นว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของนักลงทุนยังคงถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล 0 เปอร์เซ็นต์" เขากล่าว "นั่นเป็นจำนวนที่มากทีเดียว ดังนั้นความคิดที่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัล 'สายเกินไปแล้ว' จึงไม่เป็นความจริง หากคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถือครองมัน" การถือครองคริปโตยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก รายงาน State of Crypto 2025 ของสมาคมคริปโทเคอร์เรนซีแห่งชาติ ที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พบว่า มีผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเพียงหนึ่งในห้า หรือ 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ถือครองคริปโทเคอร์เรนซีอย่างน้อยบางรูปแบบ ในระดับโลก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประเทศที่นำหน้าในการยอมรับคริปโต แต่มีประชากรเพียง 25.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถือครอง ตามรายงานของ ApeXProtocol เมื่อเดือนกันยายน Tom Bruni หัวหน้าฝ่ายตลาดของ Stocktwits บอกกับ Cointelegraph ในเดือนกันยายนว่า ราคา Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นบ่อยครั้งอาจทำให้นักลงทุนบางรายรู้สึกกลัวและคิดว่าตัวเองพลาดโอกาสไปแล้ว Bitcoin ได้รับความชอบธรรม ถึงเวลาของ Altcoin แล้ว นอกจากโอกาสการเติบโตของตลาดที่ยังมีอยู่มาก Jiang ยังกล่าวว่า ในมุมมองของ Pantera ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือช่วงเวลาของการ "ทำให้ Bitcoin ได้รับความชอบธรรม" และในเมื่อผู้คน "เข้าใจ" แล้ว ก็ถึงเวลาที่ Altcoin จะโดดเด่นบ้าง "ขั้นตอนต่อไป และสิ่งที่กฎหมายของรัฐสภากำลังเปิดโอกาสอย่างแท้จริง คือการที่สินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ จะเข้ามามีบทบาท Ethereum, Solana" เขากล่าว "สิ่งเหล่านี้คือแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเราเชื่อว่า Solana กำลังก้าวไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (mega-cap) แห่งยุคถัดไป" ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในกฎหมาย GENIUS Act เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกำกับดูแล Stablecoin แต่ยังคงรอการดำเนินการตามกฎระเบียบขั้นสุดท้าย กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ คือ CLARITY Act ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการเช่นกัน และถูกคาดการณ์ว่าจะถึงโต๊ะของ Trump ภายในสิ้นปีนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลยังคงได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้คนจำนวนมากยังคงรอดูสถานการณ์อยู่ Jiang กล่าวว่า Bitcoin ยังคงเห็นเงินทุนไหลเข้าอย่างแข็งแกร่ง จากผู้ที่ทำกำไรไปสู่ผู้ซื้อรายใหม่ ท่ามกลาง "ความต้องการที่ล้นหลาม" ในกองทุน Exchange-Traded Funds (ETFs) "ปีนี้เป็นปีที่ปัจจัยลบมากมายได้กลายเป็นปัจจัยบวก (tailwinds) สำหรับคริปโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดที่ว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นได้ยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่" เขากล่าว "เราเห็นเงินทุนเริ่มไหลเข้ามาอย่างแท้จริง ในมุมมองของ ETF ขณะนี้เงินไหลเข้า BitcoinETF ได้แซงหน้ายอดเงินที่ไหลเข้า Nasdaq นับตั้งแต่เปิดตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก" SpotBitcoinETFs บันทึกยอดเงินไหลเข้าสุทธิ 3.24 พันล้านดอลลาร์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเกือบจะเท่ากับสถิติสูงสุดของสัปดาห์ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ที่มา https://cointelegraph.com/news/investors-havent-missed-the-boat-as-bitcoin-hits-new-high

APP โดดรับรถเปลี่ยนโมเดล บุ๊กแบ็กล็อกครึ่งหลัง 150 ล.
อ่าน

APP โดดรับรถเปลี่ยนโมเดล บุ๊กแบ็กล็อกครึ่งหลัง 150 ล.

#APP #ทันหุ้น – APP โดดรับค่ายรถเปลี่ยนโมเดลบ่อย ชี้ 3D Printing ทางเลือกใหม่ลดต้นทุนได้มหาศาล ตอบโจทย์การผลิตชิ้นส่วนซับซ้อน ด้านการแพทย์ประสบความสำเร็จ 3D Medical Hub ส่วน Robotics เติบโตเร็ว โชว์แบ็กล็อกแน่น 150 ล้านบาท จ่อรับรู้ครึ่งปีหลัง                นายประกิจ  เหล่าบุญเจริญ  กรรมการบริหาร บริษัท แอพพลิแคด จำกัด (มหาชน) หรือ APP เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทก่อตั้งมากว่า 30 ปี เริ่มจากการเป็นผู้แทนจำหน่ายซอฟต์แวร์ออกแบบ 3D (SolidWorks) ตั้งแต่ปี 1997 ในยุคที่เทคโนโลยีนี้ยังใหม่ในประเทศไทย ต่อมาได้ต่อยอดสู่การทำธุรกิจ Rapid Prototype ก่อนพัฒนาเป็นการผลิตจริงด้วย 3D Printing และล่าสุดขยายสู่ Robotics และ Automation ที่สอดคล้องกับแนวโน้ม Industrial 5.0@ พัฒนาการก้าวกระโดด ขณะที่ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ 3D Printing มากที่สุด เดิมใช้เฉพาะทำต้นแบบ แต่ปัจจุบันสามารถผลิตชิ้นส่วนจริงได้แล้ว แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องวัสดุและเวลา แต่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำให้ปัจจุบันผลิตชิ้นงานจากที่เคยใช้ 20–30 ชั่วโมง เหลือเพียงหลักนาที อีกทั้งคุณภาพ End Part ของ 3D Printing มีความแม่นยำระดับไมครอน และแทบไม่ต่างจากชิ้นงานที่ผลิตด้วยเครื่องฉีดพลาสติก                อย่างไรก็ตามโอกาสทองของ Low Volume Production กำลังมาถึง เนื่องจากค่ายรถยนต์เปลี่ยนโมเดลบ่อยขึ้นและผลิตน้อยลง การใช้เครื่องฉีดพลาสติกต้องลงทุนแม่พิมพ์หลักล้านบาทต่อชิ้นงาน แต่ 3D Printing ไม่ต้องใช้แม่พิมพ์ ช่วยลดต้นทุนตั้งต้นมหาศาล อีกทั้งยังตอบโจทย์การผลิตชิ้นส่วนซับซ้อนที่เทคนิคเดิมไม่สามารถทำได้                ด้าน การแพทย์ APP ประสบความสำเร็จในโครงการ 3D Medical Hub ที่โรงพยาบาลเลิดสิน โดยใช้ 3D Printing ออกแบบเครื่องมือผ่าตัด ผลิตอุปกรณ์ดามกระดูกจากข้อมูล CT Scan และสร้างเนื้อเยื่อจำลองเพื่อใช้ฝึกผ่าตัดแทนอาจารย์ใหญ่ที่ขาดแคลน ที่สำคัญยังสามารถผลิตชิ้นส่วนทดแทนในร่างกาย เช่น ชิ้นส่วนกะโหลกไททาเนียม จากข้อมูล CT/MRI ที่ร่างกายยอมรับได้ สะท้อนโอกาสเติบโตของธุรกิจ Healthcare Technology@ โรโบติกส์เติบโตเร็ว                ในส่วนธุรกิจ Robotics APP ได้ทำตลาดราว 2–3 ปีและเติบโตเร็ว โดยเฉพาะ Collaborative Robot (Cobot) ที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ต่างจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมรุ่นเก่าที่ต้องกั้นรั้วเพราะแรงมากและเสี่ยงอันตราย Cobot จะหยุดทำงานเมื่อสัมผัสกับมนุษย์ ช่วยให้โรงงานไม่ต้องลงทุนปรับเลย์เอาต์ใหม่ทั้งหมด และเพิ่มประสิทธิภาพในสายการผลิตได้ทันที เทคโนโลยีนี้ถือเป็น หัวใจของ Industrial 5.0 ที่ผสานคนและเครื่องจักรเข้าด้วยกัน แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทย และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ นายประกิจ เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมี Backlog 100–150 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้ในไตรมาส 3–4 ของปีนี้ ขณะที่สัดส่วนรายได้มาจาก Recurring Income 40% และ Project Base 60% ซึ่งบริษัทตั้งเป้าจะดัน Recurring Income สู่ 50% ภายในปี 2569                “รายได้ประจำเป็นหัวใจของความยั่งยืน เราตั้งเป้าเพิ่ม Subscription Service ต่อเนื่อง พร้อมลงทุนเครื่องจักร 3D Printing รุ่นใหม่ และขยายโรงงาน Rapid Prototype ที่เพิ่งย้ายไซส์ เพื่อรองรับดีมานด์ในอนาคต” คุณประกิจ กล่าว                ด้านสถานะการเงิน APP มีเงินสดในมือเพียงพอและกำลังพิจารณาการลงทุนใหม่ ๆ โดยยึดหลักระมัดระวัง แต่ยืนยันว่าจะขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง “ทีมผู้บริหารคิดทุกวันว่าจะใช้เงินทุนอย่างไรให้คุ้มค่าและสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น แม้เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน แต่เรามั่นใจว่าการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักของเรา จะสร้างการเติบโตระยะยาวให้ APP” นายประกิจ กล่าวทิ้งท้าย

KGI จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

ทันหุ้น – บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จัด 2 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ GPSC ให้เป้าพื้นฐาน 49 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคา Sideway + ทำจุดสูงใหม่ ประเมินแนวรับ 41.5 บาท / แนวต้าน 43 – 44 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 46 บาท (Trailing 40 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจากนโยบายภาครัฐฯ ปรับสูตรราคาก๊าซใหม่ เราประเมินปัจจัยบวกต่อหุ้นโรงไฟฟ้านอกเหนือจาก ต้นทุนดอกเบี้ยที่จะลดลง ค่าเงินบาทที่แข็งค่า แล้ว การเตรียมปรับสูตรค่าก๊าซใหม่จะทำให้ต้นทุนของโรงไฟฟ้าปรับลดลง 3) Valuation ไม่แพง PBV 1.09 เท่า (-1SD) และ Forward PE +/-19 เท่า (ใกล้ -1.5 SD ที่ 18.5 เท่า)หุ้น WHA ให้เป้าพื้นฐาน 4.3 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคา Sideway up ประเมินแนวรับ 3.72 บาท / แนวต้าน 3.88 – 4.0 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 4.2 บาท (Trailing stop 3.64 บาท) 2) ประเมินผู้ประกอบการเริ่มกลับมาตัดสินใจลงทุนนิคมฯอีกครั้ง หลังจากที่อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯมีความชัดเจน ฝ่ายวิจัยประเมินผู้ประกอบการเริ่มกลับมาวางแผนการลงทุนได้ และคาดจะตัดสินใจซื้อ/ โอน ที่ดินนิคมฯใน Q4/68 หนุนกำไรปีนี้โต +24% YoY โดยยอดขอ BOI ใน 1H68 พุ่ง +140% YoY แตะ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่เราประเมินมีโอกาสที่ผู้ประกอบการจะย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังประเทศในภูมิภาคอาเซียนหลังสถานการณ์ภาษีระหว่างสหรัฐฯ – จีน ยังไม่มีความชัดเจน 3) Valuation ไม่แพง Forward PE 10.5 เท่า (- 2 SD)

วิ่งให้เร็วกว่าเดิมไปกับ PUMA FAST-R3 ที่มาพร้อมสีส้มใหม่สุดร้อนแรง
อ่าน

วิ่งให้เร็วกว่าเดิมไปกับ PUMA FAST-R3 ที่มาพร้อมสีส้มใหม่สุดร้อนแรง

PUMA เปิดตัวรองเท้าวิ่ง Fast-R NITRO Elite 3 ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากห้องแล็บที่ควบคุมทุกตัวแปรอย่างพิถีพิถัน ผลลัพธ์ที่ได้คือ รองเท้าวิ่งที่เร็วที่สุดเท่าที่ PUMA เคยสร้างมา สำหรับรุ่น Fast-R3 นี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีระดับแถวหน้า ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณทำลายสถิติส่วนตัวได้ง่ายขึ้น ด้วยประสิทธิภาพการวิ่งที่ดีขึ้น 3.15%* (เมื่อเทียบกับรองเท้ารุ่น PUMA Fast-R NITRO Elite 2) ซึ่งสำหรับนักวิ่งมาราธอนที่ใช้เวลา 3 ชั่วโมงนั้นหมายถึงการเซฟเวลาได้มากกว่า 4 นาที 30 วินาที PUMA Fast-R NITRO Elite 3 เบากว่ารุ่นก่อนถึง 95 กรัม มาพร้อม NITROFOAM ELITE ที่พัฒนาใหม่ ส้นหนารองรับแรงกระแทกมากขึ้น และแผ่นคาร์บอน PWRPLATE ที่ขยายให้ยาวขึ้นเพื่อการส่งแรงสูงสุด เพราะในวันแข่งคุณอาจคาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่คุณสามารถมั่นใจในเทคโนโลยีใต้ฝ่าเท้าคู่นี้ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณวิ่งได้ดีที่สุดทุกก้าว จุดเด่นของรองเท้าวิ่ง PUMA Fast-R NITRO Elite 3 ULTRAWEAVE: วัสดุพรีเมียมที่เบาเป็นพิเศษ ระบายอากาศได้ดี NITROFOAM ELITE: โฟมไนโตรเจนรุ่นใหม่ คืนพลังงานได้เหนือชั้น ให้ความเร็วที่ไร้คู่แข่ง พร้อมความสบายตลอดระยะทางไกล PWRPLATE: แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ยาวพิเศษ ช่วยส่งแรงและเพิ่มประสิทธิภาพระดับโปร PUMAGRIP: พื้นยางผสมสูตรทนทาน ยึดเกาะได้หลายพื้นผิว PUMA Fast-R NITRO Elite 3 จะวางจำหน่ายวันที่ 12 กันยายน นี้ ในราคา 8,900 บาท ที่ร้าน PUMA สาขา CentralwOrld, ร้านค้าออนไลน์ PUMA.com ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ใหม่ กิจกรรม และโปรโมชันต่างๆ ของ PUMA ประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ https://th.puma.com เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/PUMAThailandOfficial และอินสตาแกรม: www.instagram.com/pumathailand บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม วิธีเลือกดัมเบลสำหรับผู้ชายให้เหมาะกับการออกกำลังกาย รวมท่าออกกำลังกาย Dumbbell Complex เวลาน้อยได้ผลมาก รวมท่าฝึกแกนกลางลำตัว แบบไม่หนัก ได้กล้ามสวยแก้ปวดหลัง ทำตามง่าย สาเหตุที่ออกกำลังกายหนักแต่ไม่มีกล้าม เปลี่ยนวิธีนี้กล้ามขึ้นแน่

31 หุ้นปันผล จ่อ XD 8-12 ก.ย. แบงก์จ่ายหนัก GPSC, BANPU นำทัพ
อ่าน

31 หุ้นปันผล จ่อ XD 8-12 ก.ย. แบงก์จ่ายหนัก GPSC, BANPU นำทัพ

ทันหุ้น – ปฏิทินหลักทรัพย์ รวบรวมจากบริษัทจดทะเบียน แจ้งขึ้นเครื่องหมาย XD ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงวันที่ 8-12 กันยายน 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2568) ประเดิม GPSC, BANPU, BDMS และ HTC ก่อนคิวใหญ่ 10 ก.ย. กลุ่มแบงก์นำทัพ BBL, KBANK, TISCO, KKP จ่ายหนัก 1.5-2 บาทต่อหุ้น ด้านจ่าย 0.40 บาทต่อหุ้น ปิดท้าย TCAP ใจป้ำ 1.30 บาทต่อหุ้น พร้อม DR ยักษ์เทค NVDA–NDAQ เสริมความคึกคัก08 ก.ย.BDX06 XD ปันผล เบื้องต้นหน่วยละ 0.01117 บาทGOOG80 XD ปันผล เบื้องต้นหน่วยละ 0.00337 บาทGOOGL01 XD ปันผล เบื้องต้นหน่วยละ 0.0022 บาทGPSC XD ปันผล 0.50 บาท09 ก.ย.BANPU XD ปันผล 0.12 บาทBDMS XD ปันผล 0.35 บาทHTC XD ปันผล 0.45 บาทKUAISH23 XD ปันผล เบื้องต้นหน่วยละ 0.013777 บาท10 ก.ย.BA XD ปันผล 0.50 บาทBAY XD ปันผล 0.40 บาทBBL XD ปันผล 2.00 บาทBCPG XD ปันผล 0.10 บาทHMPRO XD ปันผล 0.16 บาทKBANK XD ปันผล 2.00 บาทKKP XD ปันผล 1.50 บาทPINGAN01 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.0822 บาทPINGAN80 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.04266 บาทSSPF XD ปันผล 0.1325 บาทSUSCO XD ปันผล 0.06 บาทTIPH XD ปันผล 0.50 บาทTISCO XD ปันผล 2.00 บาทTISCO-P XD ปันผล 2.00 บาทTOP XD ปันผล 0.80 บาทTTW XD ปันผล 0.30 บาท11 ก.ย.BPP XD ปันผล 0.25 บาทNVDA01 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.0008 บาทNVDA19 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.001 บาทNVDA80 XD ปันผลเบื้องต้น หน่วยละ 0.00162 บาท12 ก.ย.NDAQ06 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.00868 บาทTCAP XD ปันผล 1.30 บาทTCAP-P XD ปันผล 1.30 บาท

หุ้น ITEL พุ่งแรง หลังดึง SEAX เป็นพันธมิตรเข้าถือหุ้น โบรกฯ แนะซื้อ
อ่าน

หุ้น ITEL พุ่งแรง หลังดึง SEAX เป็นพันธมิตรเข้าถือหุ้น โบรกฯ แนะซื้อ

#ITEL #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน)หรือ ITEL บวก 9.52% หลังจะดึง SEAX Asia มาเป็นพันธมิตรใหม่ โดยจะเข้ามาร่วมถือหุ้น โดยซื้อหุ้น PP ในราคาหุ้นละ 1.61 บาท โดยจะเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 31.14% เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 โบรกเกอร์มีมุมมองเชิงบวก คาดจะเข้ามาช่วยสนับสนุนธุรกิจการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ โดยแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 2.04 บาทความเคลื่อนไหวราคาหุ้น ITEL เช้านี้ อยู่ที่ 1.61 บาท บวก 0.14 บาท หรือ 9.52% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 1.67 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 35.32 ล้านบาทบล.กรุงศรี ระบุว่ามีมุมมองเชิงบวกต่อการที่ ITEL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่องการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการเพิ่มทุนและรับเงินลงทุนด้วยการออกหุ้นใหม่ผ่าน PP ให้กับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่คือ “SEAX Asia Pte Ltd” โดยมีแผนที่จะออกหุ้นใหม่ประมาณ 628 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 1.61 บาท ซึ่งหมายความว่า ITEL จะได้รับเงินทุนเข้ามา 1.01 พันล้านบาท จากการทำ PP ในครั้งนี้ บริษัทวางแผนที่จะนำเงินทุนนี้ไปใช้สนับสนุนการขยายธุรกิจระหว่างประเทศภายใต้ชื่อ ITEL Globalหลังการทำ PP ครั้งนี้ ILINK จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ITEL แต่สัดส่วนการถือหุ้นจะลดลงเหลือ 33.82% จากเดิมถือหุ้น 49.12% ขณะที่ SEAX Asia จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 โดยมีสัดส่วนถือหุ้น 31.14% ซึ่ง SEAX Asia คือบริษัทลูกของ SEAX Global Pte. Ltd และเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นในสิงคโปร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการให้บริการเครือข่ายใยแก้วนำแสงในภูมิภาคอาเซียนฝ่ายวิจัย มองว่าการดึง SEAX Asia เข้ามาจะเป็นประโยชน์ต่อ ITEL มากกว่า โดยราคาเสนอขายที่ 1.61 บาท สูงกว่าราคาตลาดในปัจจุบันที่ 1.5 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีผลกระทบด้านราคาที่ลดลง (value dilution)นอกจากนี้พันธมิตรใหม่จะเข้ามาสนับสนุน ITEL ในส่วนที่อ่อนแอคือธุรกิจการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ หาก ITEL สามารถสร้างรายได้ในธุรกิจนี้ได้ใกล้เคียงกับ SYMC ที่ 600 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิให้กับ EPS ในปี 2569 ได้ถึง 33% ซึ่งมากกว่าผลกระทบจาก share dilution ที่ 31% ยังคงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 2.04 บาท ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมมูลค่าจากธุรกิจใหม่นี้